Eat-aholic

Test it…Feel it by yourself

นิวยอร์ค มาม่าผัดและบลูเบอร์รี่ชีสเค้กตอนจบ มิถุนายน 13, 2007

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 6:48 pm

วันที่สองในเมืองใหญ่ยังคงผ่านไป แบบไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น สำหรับคนอย่างเราเช่นเคย ตื่นแต่เช้ามาชงกาแฟกิน แล้วนั่งดูช่อง food network ที่มีแต่รายการทำอาหารตลอดทั้งวัน ดูจะเป็นสิ่งที่น่าดูที่สุดในนิวยอร์คสำหรับเรา ดูแล้วตื่นเต้นมาก สร้างเสียงอื้ออึ้งได้ตลอดเวลา ตอนแรกกะว่าเช้านี้จะไปซุปเปอร์ใกล้ห้องของเอส เพื่อซื้อของสดบางอย่างมาทำกับข้าวกินกับโอมและสตางค์ ที่กำลังหลับไหลและไปเรียนหนังสือตามลำดับ ทำกินเองน่าจะประหยัดเงินกว่ามากแน่ๆ แต่สุดท้ายรายการแข่งทำอาหารก็ดึงดูดให้นั่งดูจนเวลาล่วงเลยไปจนเกือบเที่ยง
ให้มันได้อย่างนี้ซิเรา แต่เห็นแล้วก็เกิดกำลังใจให้ตั้งใจหาเงินมาเรียนทำอาหารมากขึ้น อีกสาเหตุหนึ่งที่ไม่อยากออกไปเที่ยวไหนก็คือ เปลือง เตือนตัวเองตลอดเวลาอย่าซ่าให้มากนัก
ตกบ่ายสตางค์กลับเข้ามาพร้อมอาหารจีนอีกเช่นเคย เพื่อนชั้นดูอ่อนแรงอีกแล้ว กินข้าวเสร็จมันเดินไปหยิบหมอนมานอน เออ นอนไปเลย เต็มที่เพื่อน ไม่ต้องไปแรดในเมืองกันหรอก สงสารมึงว่ะ แต่ได้ข่าวว่าวันนี้แกลางานที่ร้านไว้แล้ว เพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนชั้นนิ หึหึ

จนจะสี่โมง โอมถามว่าไม่ไปไหนกันเลยเหรอ หันไปดูไอ่ตังค์ ยังนอนคอพับอยู่เลย แต่ปากก็ร้องออกไปว่า

“ตังค์ ตื่นเถอะ ไปเซ็นทรัล ปาร์คกัน”
มันทำหน้าสะลึมสะลือ แต่ก็หยิบกระเป๋าใบใหญ่แบกใส่หลัง เดินตามกันออกมา
แล้วสามชีวิตก็พากันไปเซ็นทรัล ปาร์ค เป้าหมายอยู่ที่น้ำพุนางฟ้า ที่เคยเห็นในหนังกุมภาพันธ์ ซึ่งนิวยอร์คเกอร์ทั้งคู่ต่างบอกว่า ไม่เคยไปเช่นกัน ดีมาก ไปเป็นนักท่องเที่ยวด้วยกันเลย เสียตังค์อีกไป 7 เหรียญค่าตั๋ว ไหนก็ออกแล้วไปให้คุ้ม
เซ็นทรัล ปาร์ค สวยเขียว ต้นไม้ดูแข็งแรงยิ่งใหญ่สมกับที่อยู่มานานเป็นร้อยปี ฟอร์มสวยจนอยากนั่งอยู่ตรงนี้นานๆ แต่พวกเราไปนั่งเม้าท์ชาวบ้านกันที่น้ำพุแทน และกลายเป็นมุมที่สวยที่สุดของนิวยอร์คในความเห็นของคนอย่างเรา เป็นการเที่ยวนิวยอร์คแบบตามใจตัวเองมาก และเฉพาะทางที่สุด ทางตัวเองไง
ละเลียดอากาศตรงนั้นกันอยู่พักใหญ่ โอมก็ชักชวนกันไปไทม์ สแควร์ บอกไหนๆก็มาแล้ว ไปซะหน่อยซิ เอ้าไปก็ไป มุดลงดินกันอีกครั้ง เพื่อมาโผล่หัว แหงนมองตึกสูงเสียดฟ้า สีสัน แสงไฟ และฝูงนักท่องเที่ยวที่มาถ่ายรูปคู่กับตึก และป้ายไฟ
“แค่เนี้ยนะ” คือเสียงเบาๆของเราที่หลุดปากออกมา หึหึ
ฝนหยดลงมาอีกแล้ว วิ่งไปหลบฝนกันที่ร้าน Toy R us ที่อยู่กลางไทมสแควร์ ไอ่ตังค์ดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที แหม เพื่อนกู เก็บอาการหน่อยก็ไม่ได้ แล้วมันก็หายเข้าไปร้านเกม นานจนต้องไปตาม เหมือนเมื่อวานที่มันพาไปร้าน Forbidden สนองตัณหาตัวเองแล้วทิ้งกูไว้….กับกองของเล่น ขอบคุณมากกกกกก
กลับบ้านๆ อยู่ทำไมอีก แยกกันตรงสถานี แล้วเจอกันใหม่นะแก…ได้กลับมาแน่ๆ รู้สึกในใจลึกๆ ระหว่างทางกลับบ้านชวนโอมแวะซุปเปอร์ซื้อของมาผัดมาม่ากินกัน คิดแล้วยังไงก็ถูกกว่า
มาม่า ผักกะหล่ำ เห็ดหอมขาวสด อกไก่ ผัดแป๊บเดียวได้ของกินมื้อประหยัดแต่อร่อย เป็นอาหารมื้อเย็นของเรา
เที่ยงคืนกว่า น้องหม่อง โผล่หน้าเข้ามาพร้อมของกินที่ขนมาให้จากร้านตัวเอง รักน้องจริงๆ ขอบคุณมาก โอมเลยสละ บลูเบอร์รี่ชีสเค้กชิ้นใหญ่เป็นรางวัลให้น้อง (ที่มันเรียกว่า นังกะเทยป่า) แล้ว 2 สาวสวย กับ 1 ชะนีอย่างดิชั้น ละเลียดเค้กและเม้าท์กัน ส่งท้ายให้คืนสุดท้ายที่ไม่ท้ายสุดในนิวยอร์คของเรา มีสีสันแบบไม่เงียบเหงาเกินไปนัก
ตอนเช้า หลังจากเก็บของเสร็จ ก็โทรเรียกแท๊กซี่คันดำไปสนามบิน ตามที่โอมแนะนำไว้ เห็นว่าถูกและดีกว่าโบกคันเหลือง พวกมันใช้บริการบ่อยจนคนขับรถจำได้ จึงปลอดภัยและไว้ใจได้ สำหรับการไปคนเดียวพร้อมสัมภาระหลายใบแบบเรา
ไปถึงเทอร์มินอลของ jetblue ก่อนเวลาตั้ง 2 ชั่วโมง เลยหยิบหนังสือที่แจ๊คให้ขึ้นมาอ่าน Bakery and i เรื่องราวของค่ายเพลงเล็กๆแต่เป็นระดับตำนานผ่านชีวิตและมุมมองของ สุกี้ โดยการเขียนและเรียบของแจ๊คมัน สำนวนเพื่อนชั้นอ่านเพลินมาก จนได้เวลาขึ้นเครื่องแบบไม่รู้ตัวเลยทีเดียว ขอบคุณแกมานะแจ๊ค ไม่เสียแรงที่แบกมาด้วย

 

นิวยอร์คจ๊ะ…เรายังรักกันไม่ได้จริงๆ(ตอน1) มิถุนายน 11, 2007

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 6:55 am

ท่ามกลางการเตรียมตัวอย่างโกลาหล
ในที่สุดวันนี้ก็ได้เอาตีนมาเหยียบเมืองที่เค้าว่ากันว่าเป็นมหานครหลวงของโลก
จริงๆระหว่างนั้นมีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย จนเหนื่อยที่จะจำอะไร…นอกจากภาระที่แบกไว้ทั้งสมองและหัวใจ
แถมยังมีเรื่องให้ต้องจัดการในวินาทีสุดท้าย จนไม่มีเวลาได้ตื่นเต้นกับการเดือนทางแม้แต่น้อย
รู้ตัวอีกที ก็มานั่งอยู่บนเครื่องบินซะแล้ว
และด้วยความเหนื่อยทำให้สิ่งที่กะเกณฑ์เอาไว้ว่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ก็ถูกปล่อยวาง
ด้วยการหยิบผ้าห่มและหมอนขึ้นมานอน นอน และนอน
20 ชม.กว่าๆ รวมเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ เราตื่นขึ้นมากินข้าวกับเค้าแค่สองครั้ง
มื้อแรกตอนหัวค่ำขาออกมาจากสุวรรณภุมิ ได้ข้าวหน้าไก่รสชาติใช้ได้ ร้อนดี
(หน้าตาเหมือนที่เคยดูรูปแหละ) ไม่ประทับใจมากเท่าไร
ส่วนมื้อเช้าก่อนลงเจเอฟเค เป็นออมเล็ตเมนุเลื่องชื่อ หน้าตาดีพอๆกับรสชาติ คุ้มค่าๆที่รอคอย
อีกสองมื้อที่เหลือ ได้เสพแค่กลิ่นจากที่เค้ากินๆกัน เพราะนอนอยู่ขี้เกียจลืมตาขึ้นมาต่อสู้กับแอร์สาวแสนสวย

ตอนเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ มีเวลาเดินดูสนามบินกับดิวตี้ฟรีบ้านเค้าแล้ว ก็งั้นๆนะ ไม่ตื่นตาตื่นเต้นมาก
แต่เดินไปมาสะดวก gate ดูเข้าใจง่ายๆดี หาไม่ยากด้วย เหมาะกับการเปลี่ยนเครื่องจริงๆ
สรุปว่า ปฎิบัติการณ์ชิมอาหารบนฟากฟ้า ก็ล่มไม่เป็นท่า ด้วยความเหนื่อยอ่อน

มาถึงเจเอฟเคด้วยความสดชื่น เพราะนอนมาเต็มอิ่ม
เพื่อนหนุ่มผู้แสนดี มารับที่สนามบิน ด้วยสีหน้าง่วงสุดขีด(มาสายซะงั้น)แต่ก็น่าเห็นใจเป็นยิ่งนัก
แถมยังมีภาระกิจพาเพื่อนผู้มาเยือนอย่างเราไปเดินชิมเมืองอีกทั้งวัน เหอๆ ให้ตายกันไปข้างหนึ่ง
ไหนใครว่าจะเจ็ทหลก เจ็ทเล็ทที่ไหน ทำอะไรคนถึกๆอย่างชั้นได้ที่ไหน โฮะๆๆๆ ไม่ได้กินชั้นหรอก

นิวยอร์กของเราในวันนี้ อากาศไม่ร้อนอย่างที่คิด เย็นกำลังดีเพราะเมฆเยอะ เดินเล่นได้สบายๆ
อาบน้ำ เม้าท์แตกกันได้พักหนึ่งก็พากันมุดดินโผล่หน้าไปย่านที่อยากไป ตลาดแถวเชลซี่(เพื่อนด่าว่ามาทำไม)
เดินไปทั่ว ไม่ได้มีเป้าหมายไปในสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ เดินไปคุยไป แวะร้านซีดี ร้านของเล่น ตามประสา
และย่านที่เพื่อนพาไปกินข้าวคือแถวๆประตูน้ำ ซึ่งก็คือ โซโห/ไชน่าทาน์ว จริงๆ เหมือนกันอย่างกับแกะ
ของที่ขายๆก็เหมือนกัน ดูคล้ายๆประตูน้ำ ซอยนานา ผสมกับสำเพ็ง แต่บ้านเราหลากหลายและดีกว่าเยอะมากกกกก
อาหารจีนมื้อแรกในนิวยอร์ค หน้าตาน่ากลัวด้วยปริมาณในราคาสี่เหรียญกว่าๆ ถือว่าคุ้มค่าของคนที่นั่นแหละ
ของกินดูชิ้นใหญ่ไปหมด เค้กหนึ่งชิ้นก็ตัดซะหนาขนาดเท่ากับสองชิ้นบ้านเรา super size me กันเข้าไป
ส่วนเรื่องรสชาติ บ้านนี้เมืองนี้เค้าหนักเค็มไปหน่อย สงสัยเกลือเยอะมั้ง

แปลกใจกับตัวเองที่รู้สึกไม่ตื่นเต้น อยากได้ใคร่เห็นอะไรมากมาย เหมือนการเดินทางทุกๆครั้ง
สำหรับนิวยอร์ก…คงเป็นได้แค่คนรู้จัก ในระยะเวลาแค่นี้
เราอาจจะยังเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอกนะ
แถมไม่แน่ใจด้วยว่า ต่อให้นานกว่านี้จะทำให้เรารักเธอได้มั้ย

เอ๊…นังคนนี้เขียนถึงเมืองหรืออะไรกันแน่
วันนี้เหนื่อยจนแทบหลับในเมโทร แค่นี้ก่อนแล้วกัน

 

ได้กินซะที…Mos burger มิถุนายน 2, 2007

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 3:09 am

ดีใจๆ ได้กิน Mos burger ซะที และยิ่งสนุกขึ้นไปอีกตรงที่ได้ตัวน้องนุชมาด้วย
เนื่องจากหน้าที่การงานและโน้นนั้นนี่หลายอย่าง ทำให้เราสองคนไม่ได้เจอกันนานนนนน
นั่งนับการแล้ว เกือบสองปี และคาดว่าจะไม่ได้เจอกันอีกหลายปี
ครั้งนี้เลยเป็นการนัดเพื่อทักทายและเลี้ยงส่งกันไปในตัว

แล้วสองคน จากสองมุมเมือง ก็มาเจอกันที่ใจกลางเมือง ณ ชั้น 3 เซ็นทรัลเวิร์ล พลาซ่า
บรรยากาศในร้านแม้จะดูหรูนิดๆ แต่ก็จอแจด้วยผู้คนที่หลั่งไหลมากิน ประหนึ่งแจกฟรี
เห็นพนักงานทำกันมื้อระวิง แทบไม่ได้เงยหน้าเงยตาขึ้นมามองผู้คน
ตกลงกันว่าจะสั่งเมนูเด่นของร้านแล้ว แล้วเดินไปเข้าแถวสั่ง
คือชุด มอส ชีส เบอร์เกอร์ กับ เบอร์เกอร์กุ้ง เป็นชุดแบบมีสลัดกับกุ้งทอด
ได้เลขโต๊ะเบอร์ 9 ด้วย….เลขดีตรงตัวเรามากกกกก

img_28161.jpg

รอไม่นาน พนักงานก็ยกตะกร้าของกินมาให้
ตื่นเต้นวุ่นวายกับของกินมาก ไม่สนใจสายตาโต๊ะข้างๆ แม้แต่น้อย
โชว์อายกันไป กลัวซะที่ไหน ฮ่า ฮ่า ฮ่า
จริงๆก็การกินเบอร์เกอร์สร้างความสุขสนานมาก แต่เลอะเทอะ..ดูไม่สวยไม่งาม
จนน้องบอกว่า ถ้านัดกับผู้ชายต้องห้ามกินเบอร์เกอร์นะเนี่ย ไม่น่าดูมากๆ
น้องเอ๋ย…อยากจะบอกว่าเวลากินห้ามพูดเรื่องผู้ชาย มันแสลงว่ะ

มอสชีสเบอร์เกอร์ อร่อยกว่าที่คาดไว้เยอะ
ขนมปังนุ่มอร่อย เนื้อชุ่มรสดี และที่อร่อยสุดๆ คือซอสที่ใส่มา
เป็นซอสที่หน้าตาคล้ายซอสสปาเกตตี้ รสกลมกล่อม
เข้ากับชีสและ ชิ้นมะเขือเทศสดฉ่ำ ดูจากขนาดแล้วมะเขือเทศคงลูกใหญ่มาก
มันช่างเป็นรสชาติที่เข้ากันได้ดีจริง จริ๊งงงงง

img_28201.jpg

img_28191.jpg

ส่วนเบอร์เกอร์กุ้ง ก็ดีเช่นกัน กัดเจอกุ้งเป็นตัวๆดี แล้วกินกับกะหล่ำสดซอยฝอยๆ
คู่ซอสครีมขาว…เป็นเมนูที่จัดว่า ดูดีตั้งแต่ยังไม่ได้กินแล้วล่ะ
สลัดที่แถมมากับชุด รสชาติธรรมดา แต่ผักสดดี ตามนโยบายของร้านอยู่แล้ว
แต่ไอ่กุ้งทอดตัวเล็กๆ นี้ซิ กรอบเกลียวเคี้ยวเพลินดีชะมัด เสียแต่ให้มาน้อยไปนิด
กินไป เอามาว่ายน้ำในน้ำจิ้ม แล้วถ่ายรูปไป แป๊บเดียว หมดซะละ

img_28321.jpg

img_28231.jpg

เฟรชฟายน์ที่สั่งมาลอง ก็ดีนุ่มๆ ชิ้นใหญ่กว่าของพวกแม็คฯ และถูกปากเรามากกว่า
เพราะชอบแบบชิ้นหนาอยู่แล้ว แต่ตอนกินแอบคิดถึง แฮชบราวด์ของ เบอร์เกอร์คิง (ซึ่งอร่อยกว่า)
โดยรวมถือว่า คุ้มค่าต่อการถ่อสังขารจากชานเมืองไปกิน ราคาพอๆกับเบอร์เกอร์คิงแหละ
แต่ๆ มื้อนี้กินฟรีอีกแล้ว แหม ถ้าชั้นเกิดเปลี่ยนใจไม่ไปแล้วเนี่ย จะโดนด่าขนาดไหนเนี่ย
แค่คิดก็สนุกซะแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า

img_28341.jpg

ปล.การกินของอร่อย กับคนที่พูดจาภาษาเดียวกัน ช่างเป็นมื้อที่สุขใจ….จริงๆนะ

 

แหนมเนืองและเรื่องเลยเถิด… มิถุนายน 1, 2007

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 3:05 am

หลังจากประกาศตามหาดีวีดี Before sunrise และ sunset ไปที่ MSN
เพราะระหว่างเก็บซีดีลงกล่องแล้วพบว่า สองเรื่องโปรดสุดๆนี่หายไป แล้วจำไม่ได้ว่าให้ใครยืมไปว้า
เพื่อนสาวสุดเลิฟ รีบเด้งเข้ามาทันทีว่า อยู่ที่กูเอง เอามาให้ยืมเองนะ นัดเจอกันหน่อยจะเอาไปคืนให้
ลืมสนิทว่า ตัวเองอ่ะ เอาไปนำเสนอให้มันดูเอง ให้มันได้อย่างนี้
สุดท้ายนัดเจอกันที่ร้านแหนมเนือง แสนอร่อย ที่อยู่ตรงม.เกริก หลังโรงพักบางเขน
ซึ่งเป็นร้านอาหารเวียดนาม ร้านโปรดของเราทั้งคู่ (โดยบังเอิญ)
แนะนำมากๆ ผัดสด สะอาด แหมมเนืองน้ำจิ้มอร่อยเด็ด หมูชุ่มฉ่ำ ปากหม้อแป้งบาง แต่ใส้ทะลัก
ร้านนี้เจ้าของเป็นเวียดนามแท้
กินกันสองคน หมดไปร้อยกว่าบาท อิ่มอร่อย ถูกประหยัด
และคิดว่าน่าจะเป็นอาหารเวียดนามมื้อส่งท้ายก่อนบินแน่ๆ คงไม่ได้กินร้านนี้อีกนาน ฮือ ฮือ
(เสียดายไม่ได้เก็บภาพอาหารมื้อนี้ไว้..กลัวว่าจะดูเวอร์ไปนิด)

เพื่อนมาพร้อม ดีวีดีสองเรื่อง พร้อมThe dreamer, love me if u dare,the Tokyo Godfather
เอ๊ะ…อ้าว…นี่มันของเรานิ
ใช่ไง…แกเอามาให้ชั้นยืมทั้งหมดนั่นแหละ
เหอ.. เหอ.. ลืมไปเลยว่าเคยมีหนังสามเรื่องนี่ด้วย ดีนะเนี่ย เพื่อนชั้นเป็นคนดี

กินเสร็จเรื่องเลยเถิดก็เกิดขึ้น เนื่องจากมีนัดไปเอากระเป๋าเดินทางที่เพื่อนสาวข้าราชการยืมไป
ว่าแล้ว…เราไปเที่ยวบ้านปาริกันมั้ย..
เออ..ไปซิ เดี๋ยวชั้นไปส่ง

…………….ตัดกลับมาที่เรื่องเลยเถิดจากสำนวนการเล่าของนังแอ้
(ยืมหน่อยนะแก ชอบที่ลีลาว่ะ)

มันตั้งชื่อเรื่องไว้ว่า ขับรถเลยจนเป็นวิสัย
เหตุเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางไปบ้านปาริชาติ เพื่อนสาวที่ขี้เมาที่สุดที่เราเคยมีมา
วิ่งรถมามาตามเส้นวิภาวดี รังสิต ปาบอกให้ไปเส้นลำลูกกาจะง่ายกว่า รถไม่ติด
วิ่งไปจนเจอป้ายบอกว่าเลี้ยวซ้ายไปลำลูกกา ก็เลี้ยวซ้ายแรกที่เห็น ถัดจากป้ายนั้น
แต่แว่บนึงที่เลี้ยว ปลายตาเหลือบไป (ผู้กำกับสั่ง Play เป็น Slow Motion)
เห็นป้ายบางอย่างเขียนว่า “ลำลูกกา”
!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
ถ้านั่นเป็นทางไปลำลูกกา แล้วที่กูเลี้ยวมา มันไปไหน?????????????????????
เป็นทางเลี้ยววนอ้อมไปโผล่ อดีตห้าง เมอรี่คิงส์ แถวนั้น
ขอบจายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

แน่นอน นั่งหัวเราะไปกะเจน ว่าเอาอีกแล้วกรู
คุยกันว่า ไม่เป็นไร ไปตามทาง ผ่าน Future Park ปกติก็ได้
ตามข้อมูล เจนบอกว่า จะต้องใช้ทางกลับรถที่เลย Lotus ไปแล้ว
เพราะมันไม่มีสะพานกลับรถก่อนถึงชุมทางรถทัวร์อย่างที่เคยมี

ก็เชื่อมันค่ะ ท่านผู้ชม เพราะเจ้าตัวบอกว่ามันคนแถวนั้น ออฟฟิศมันอยู่แถวนั้น
โอเค
เมื่อเข้าทางเลี้ยวและต่อแถวรถคันอื่นๆ ที่มุ่งหน้าไป Lotus ปลายตาก็เหลือบไป
(ผู้กำกับสั่ง Play เป็น Slow Motion) เห็นรถต่อแถวเลี้ยวไปทางซ้าย
ด้วยความสงสัยก็ถามเจนไปว่า แล้วรถเขาเลี้ยวไปไหนกันอ่ะ
อ๋อ…….เจนเสียงเจื่อนๆ ค่อยๆ ตอบกลับมาว่า…เขาไป Future Park กันหว่ะ

(ดัดเสียงเป็น เจ้…) เจ้ประทับใจกับทริปครั้งนี้….เจงๆ ขอบใจจริงๆ

…………………………จบเรื่องเลยเถิดแรกของเรา

ถึงบ้านเพื่อนปาริ หยิบกระเป๋าได้
ปาริเดินไปซื้อน้ำแข็ง..อ่ะ อ่ะ แกอย่าบอกว่า
ใช่…กินเบียร์กันเถอะ เดี๋ยวเพื่อนชั้นมาด้วย นัดไว้ (ผู้ชายล่ะซิ)
เหอ…เหอ….เป๊บซี่แทนได้มั้ยยยยย
ชั้นต้องกลับไปเก็บของต่อ ยังเก็บไม่ถึงไหนเลยยย
มันทำไม่ได้ยิน นั่งลงเก้าอี้ม้าหิน รินลีโอซะอย่างนั้น
………………………..
ขอจบเรื่องเลยเถิดแต่เพียงเท่านี้