Eat-aholic

Test it…Feel it by yourself

เมนูลดน้ำหนัก ธันวาคม 31, 2007

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 3:01 am

102_0328.jpg

เรื่องใหญ่สำหรับมนุษย์อยู่เพื่อกินอย่างเราคือ กินยังไงให้น้ำหนักลด….มันเป็นไปได้ยาก….มาก…ถึงมากที่สุด
เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น (ถ้าผอมลง) อย่างน้อยก็เพื่อสุขภาพของเราเองในวันนี้ และวันหน้า (คือที่ผ่านมากินแบบคิดสั้น กินแบบกลัวพรุ่งนี้โลกแตก)
แต่ๆๆ สำหรับเราการลดน้ำหนัก ไม่ได้หมายความว่า จะลดความอร่อยไปด้วย ตามแนวคิด ชีวิตมันสั้น อย่ามัวเสียเวลากับอาหารที่ไม่อร่อย

ว่าแล้วก็เริ่มด้วยเมนูสุดฮิตอย่าง ปลาลวก และผัดสด…ฟังแล้วดูจืดชืดเนอะ ฉะนั้นเราจึงเพิ่มความอร่อยด้วย น้ำจิ้มเต้าเจี้ยว ซะหน่อย
เราเลือกเอาปลา Tilapia (ราคามันถูกหน่อย) เนื้อมันลักษณะคล้ายปลานิลบ้านเรา คล้ายมากๆ เคยเอาทอดกินกับข้าว ได้ความรู้สึกปลานิลมาก
ไม่แน่ใจว่ามันเป็นสายพันธุ์เดียวกันหรือเปล่า แต่เคยเห็นหน้าตาปลาก่อนถูกเลาะเนื้อแล้ว เดาว่าเป็นญาติกันแน่ ๆ
และนอกจากปลาแล้ว ยังเอาใจตัวเองด้วยกุ้งที่ซื้อเก็บไว้ในช่องแข็งอีกสักสี่ห้าตัว เพื่อเพิ่มความน่ากิน 555
เอามาลวกในน้ำเดือดจัดๆ พอสุกได้ทีก็เอามาใส่จาน กินกับผักสด ซึ่งเราเลือกเอา romaine มากินคู่กัน เพราะ Romaine เป็นผักกินอร่อย
ติดใจมาจากการเป็นคอประจำของ Caesar salad จริงๆแล้วเคยทำกินกับ iceberg lettuce ก็อร่อยดี แต่ชอบ Romaine มากกว่า

ส่วนน้ำจิ้มเต้าเจี้ยว…ปั่นมาจากที่ร้าน ทำไม่ยากหรอก ตำกระเทียม พริกขี้หนู แล้วก็ขิงให้แหลกๆ
เทเต้าเจี้ยวแล้วบี้ๆ ให้เนื้อมันละเอียด เติมน้ำตาลนิดหน่อย ชิมรสให้ถูกปาก เป็นอันเสร็จ
ทำเก็บใส่กล่องแช่ตู้เย็นไว้ จะกินเมื่อไรก็แค่ เอาปลามาหั่น จับลงน้ำเดือด ก็ได้เมนูลดน้ำหนักแสนง่าย และสุดจะอร่อย เคี้ยวเพลินเกินห้ามใจ

กินเสร็จแล้วก็ได้แต่อธิษฐานในใจ ว่า ขออย่าให้เดินไปเจอของกินหน้าตาดีที่ไหน..ให้ตบะแตกอีกเลย สาธุ

102_0327.jpg

102_0334.jpg

 

Ghirardelli,Downtown disney ธันวาคม 24, 2007

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 3:33 am

หนึ่งในกฏเหล็กของสำหรับผู้ที่อยากจะผอม คือ ไม่กินขนม ของหวานหลังหกโมงเย็น หรือ ไม่กินขนมก่อนนอนนั่นแหละ
แต่ครั้งนี้มันอดไม่ได้จริงๆ ขอกินหน่อยนะ
เรื่องมันก็สืบเนื่องมาจากพากันไปดูหนัง I am legend ที่ downtown disney แล้วระหว่างรอเลยไปเดินเที่ยวกัน แถมอากาศก็เย็นๆเป็นใจ
แสงสีก็หลอกล่อใจ ให้เป็นแมงเม่ายักษ์อย่างเราให้ บินว่อนไปทั่วๆ บินไปบินไป ก็เผลอเดินเข้าไปในร้านไอติม ที่เพื่อนบอกว่า อร่อยนะแก
แล้วจะเหลือเหรอ มากันขนาดนี้แล้ว

ร้านไอติมที่หลุดเข้าไปเป็นร้านที่มีชื่อด้านช็อกโกแลตเป็นพิเศษ ชื่อ Ghirardelli แม้จะเกือบสี่ทุ่มแล้ว แต่คนก็ยังยืนต่อคิวกันยาวไม่น้อยเหมือนกัน
ระหว่างยืนงงไปงงมา ก็แอบสังเกตดูเมนูว่าจะกินไรดี ดูคนคนที่ยกผ่านหน้าไปด้วย ก็เลยสรุปแบบ คิดเอง เออเองว่า เอา very berry sundae ดีกว่า
ไม่รู้ว่าดีกว่าอะไร แต่จะเอาอันนี้แหละ จ่ายเงินเสร็จก็รับหมายเลข 55 ออกมายืนงงๆ หาโต๊ะนั่งกินกัน
คนแน่นไปหมด ไม่น่าเชื่อว่า ดึกขนาดนี้ แถมอากาศก็เย็นค่อนไปทางหนาว ชาวบ้านหัวทองก็ยังกินไอติมกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

102_0285.jpg

102_0286.jpg

โต๊ะยังหาไม่ได้ แต่เราได้ซันเดย์ถ้วยโตมาอยู่ในมือซะแล้ว ชักช้าไม่ได้กัน ไอติมจะละลายก่อนได้นั่งกิน
เพื่อนเราออกปฏิบัติการณ์ยึดโต๊ะชาวบ้านทันที แล้วไปยืนไซโคได้มาโต๊ะหนึ่ง พอดีกับออเดอร์ที่เหลือก็ลอยมาลงตรงหน้าพอดี
นอกจาก berry ของเราแล้ว บนโต๊ะยังมี browny วางประดับตาอยู่อีกหนึ่งถ้วย เป็นที่น่าประทับยิ่งนัก
ไม่ใช่แค่หน้าตาดีเท่านั้น รสชาติก็น่ารัก น่ารื่นรมย์เช่นกัน เนื้อไอติมหวานกำลังดี ไม่มากเกินไปอย่างที่เกรงในใจ
ตักกินพร้อมสตอร์เบอรี่ลูกโตที่เค้าให้มา เข้ากันโคตรๆ
เผลอแป๊บเดียว ไม่รู้ไอติมในถ้วยหายไปไหนหมดแล้ว แฮะๆๆๆ

102_0291.jpg

102_0290.jpg

ปล.

ดู I am legend แล้ว สงสัยตัวเอง ทำไมรู้สึกว่าหมามันดูหล่อกว่า วิล สมิธ ก็ไม่รู้

 

ส้ม”โกหก” ธันวาคม 22, 2007

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 7:41 am

ไม่ได้ว่าใคร หรือ หมายถึงคนที่ชื่อส้ม
แต่หมายถึงผลไม้ที่เรียกว่า ส้ม ส้มที่กินได้
แต่ไอ่ที่ต้องเรียกว่ามัน”โกหก” ก็เพราะมันดูเหมือนส้มปลอมมาก มากซะจนนึกว่าโกหกกันใช่มั้ยเนี่ย
ดูแล้วดูอีก ก็นึกว่าส้มปลอม แบบที่เคยเห็นวางข้างแบบผลไม้ที่ใช้แต่งบ้าน
แต่ว่าๆๆ มันคือของจริง ไม่โกหก กินได้ หวานฉ่ำอร่อย
จริงๆนะ ไม่ได้ “โกหก”

102_0245.jpg

102_0247.jpg

 

น้ำตกหมู หรือ หมูน้ำตก ธันวาคม 14, 2007

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 6:53 am

วันนี้ที่ร้านทำหมูน้ำตก (หรือน้ำตกหมู ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไรกันแน่ ) แจ่มจริงๆ เพราะวันก่อน เพิ่งอยากกินยำเนื้อไปหมาดๆ ได้ดั่งใจนึกจริงๆ
สูตรของแม่ครัวที่ร้าน ผ่านการดัดแปลงเพื่อความสะดวก เครื่องปรุงหาได้เท่าที่หาเจอ ซึ่งโชคดีว่า แม่ครัวเค้าปลูกพวกผักเก็บใบไว้ที่บ้านด้วย
ฉะนั้นเราเลยมีใบสะระแหน่ ผักชีลาว มาทำน้ำตกหมูกินกัน อยู่บ่อยๆ (มาก)

ส่วนผสมไม่ยุ่งยาก
เนื้อหมู จะหมัก หรือไม่หมัก แล้วแต่..ย่างให้พอสุก แล้วหั่นเป็นชิ้นบางๆพอคำ
พริกแดงป่น น้ำตาลปีบ น้ำปลา มะนาว
หอมแดงซอย ใบสะระแหน่ ผักชีลาว ข้าวคั่ว
คร่าวๆ ประมาณนี้

เวลาจะทำก็ละลายน้ำตาลปีบกะน้ำปลา ชิมพอให้มันไม่เค็มมาก เสร็จแล้วใส่เนื้อลงไปคลุก ปรุงรสด้วยพริกป่น
ใส่ หอมแดงซอย ใบสะระแหน่ ผักชีลาว ที่หั่นไว้ ลงไปคลุกต่อ โรยข้าวคั่ว เติมมะนาวให้เปรี้ยวแบบที่ชอบ
ถ้าชิมแล้วถูกใจ ก็เสร็จแล้วววววว แค่นี้เอง ง่ายมาก กินกับแตงกวา หรือไม่ก็กะหล่ำปลีหั่น
แจ่มสุดๆ

แต่ว่ากับแกล้มสุดฮามื้อนี้ เป็นเฟรชฟลาย มาได้ยังไงก็ไม่รู้ แต่เอามากินคู่กันแล้ว ก็ไม่เลวร้าย เพราะทั้งคู่แก้เลี่ยน แก้เผ็ดให้กันและกันได้เข้าท่า
แบบไม่น่าเชือว่า มันจะไปด้วยกันได้ ขำดีๆ

102_0234.jpg

102_0238.jpg

ครั้งนี้แอบถ่ายคลิปไว้ด้วย แต่ไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ ดูครึ่งๆกลางๆ พิกล
ลองเอาไปแปะไว้ที่ www.sukiflix.com ไว้
แวะเข้าไปเยี่ยมชมที่บ้านเพื่อนเรือนเคียงกันได้ ของเค้าดีเจงๆๆ

 

เนื้อย่างสีชมพูของชั้น..อยู่ไหน ธันวาคม 10, 2007

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 4:54 am

จะว่าไปเราก็ไม่ได้อยู่ในประเภท “มนุษย์กินเนื้อ(วัว)” คือ ไม่ใช่ว่าไม่กินเลย แบบนับถือเจ้าแม่กวนอิม หรือ เพื่อสุขภาพอะไรมากมาย
แต่จะกินก็ต่อเมื่อคิดว่าเนื้อนั้นมันน่าจะมีคุณภาพมากพอ ไม่เหนียวหนับให้ต้องเคี้ยวเอื้องจนปวดกราม สรุปคือ ไม่อร่อย ไม่กินว่างั้นเถอะ
และในเมื่อมาอยู่ในประเทศที่เค้าว่ากันว่า หนาแน่นไปด้วยเนื้อคุณภาพดี อย่างนี้ การลองกินเนื้อดีๆ ซักชิ้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะข้ามผ่านไป
ส่วนไอ่เจ้าเนื้อ หรือ steak มันก็มีอยู่หลายระดับ หลายราคา อย่างที่รู้ๆกันอยู่ เลือกกินได้ตามใจปาก และปริมาณตังค์ในกระเป๋า
ใจก็อยากกินอยู่หรอก ไอ่ที่ดีๆ นุ่มๆ แบบไอ่พวกวัวกินเบียร์ แล้วนวดให้ไขมันกระจาย เคี้ยวแล้วแทบละลายในปาก โน่นนั่นนี่มากมายน่ะ
แต่พอสำรวจศักยภาพตนแล้ว…..รอไปก่อนก็แล้ว… ไม่ได้หมายความว่าจะไม่กินนะ…ชั้นพร้อมเมื่อไรละก็..ได้เจอกันแน่ๆ

ระหว่างนี้เราก็ไปลองๆร้านกลางๆ แต่อร่อยไม่น้อยหน้าใครไปพลางๆ ใช่มั้ย ของอย่างนี้มันต้องเก็บชั่วโมงบินไปเรื่อยๆ
เพื่อนพาไปชิมร้าน logan’s roadhouse เห็นเค้าว่าอร่อย ไปๆ ถ้าเค้าว่าอร่อย มีเหรอจะไม่ไป
ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า roadhouse ฉะนั้นบรรยากาศมันเลยเป็นอเมริกาแบบคาวบอยจ๋ามากๆ แบบในหนังคาวบอยที่เคยเห็นเด๊ะๆเลย
แต่เรื่องน่าสนุกของเค้าคือ ถังถั่วลิสงอบแห้งที่ตั้งไว้ในร้าน รวมไปถึงแบบถังเล็กๆ ที่อยู่บนโต๊ะด้วย ซึ่งเค้ามีไว้ให้แขกเอาแทะกินเล่นๆ
ไอ่ได้กินเล่นๆ ฟรีๆ ระหว่างรออาหารเนี่ย มันก็ไม่แปลกเท่าไร แต่ที่แปลก และกลายเป็นเสน่ห์ของร้าน กลับเป็นเปลือกถั่วต่างหาก
เพราะพื้นร้านจะเต็มไปด้วยเปลือกถั่วลิสงที่แกะแล้วหล่นทั่วพื้นไปหมด แบบเดินๆไปก็ได้เหยียบเปลือกถั่วกรอบๆแกรมๆ ตลอดเวลา
แรกก็ตื่นเต้นดี กับการได้แกะเปลือกถั่วแล้วโยนทิ้งลงพื้นได้เลย แต่พอนึกว่าตอนเก็บร้าน คนทำงานต้องทำอะไรกับพวกมัน
ก็เลยได้แต่………..เฮ้อออออออออออ เหนื่อยแทนเลย

102_0180.jpg

หลังจากได้โต๊ะและสำรวจเมนูแล้วก็เลยเลือกชิม steak กับกุ้งทอด มันมาแบบชุดพร้อมให้เราเลือกจานรองได้อีกสองอย่าง
ก็เลยเอามันบดกับซีซ่าร์ สลัดมากิน เห็นว่า มันบดเค้าก็ขึ้นชื่อไม่น้อยเหมือนกัน แต่เจ้าเนื้อเนี่ย คิดอยู่พักหนึ่งได้ ว่าจะกินแบบไหนดี
เพราะมันไม่ได้มีแค่ rare medium หรือ well done เท่านั้น มันมีแบบระหว่างๆ เพิ่มเข้ามาด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่คอเนื้อขนาดนั้นซะด้วย
ก็เลยบอกเอาแบบ medium ไป ดิบไปก็ไม่ไหว จะเอาสุกก็นะ หลังจากอ่าน kitchen confidentials ของ anthony จบแล้ว
ดิชั้นคงไม่มีทางสั่งแบบ well done มากินอีกแล้วตลอดชีวิต

ระหว่างนั่งรออาหาร เค้าก็จะยกตะกร้าขนมปังแบบดินเนอร์โรล พร้อมเนยสดมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ ไม่ต้องสั่ง อันนี้เป็นของฟรี (อีกแล้ว)
ปรากฎว่าจะด้วยความหิวหรืออะไรก็แล้วแต่ ขนมปังดินเนอร์โรลของร้านนี้ชนะเลิศด้านรสชาติแบบได้เต็มสิบ
เพราะเนื้อแป้งแน่น เหนียวนิดๆ แต่นุ่มละมุนกำลังดี เรื่องความอร่อยไม่ต้องพูดถึง เพราะดิชั้นหมดไปสามก้อนแบบไม่คิดหน้าคิดหลังแม้แต่น้อย
ขนาดจะถ่ายรูปยังแทบจะไม่ทัน ได้มาแบบแหว่งๆ ไม่ต้องเต็มตะกร้า เพราะเพื่อนมันเร็วมันคว้าไปแล้วสอง
ไปกัน 5 คน เค้ายกมาให้ 5 ก้อน มนุษย์ตะกละทั้งห้า ขอเค้าเพิ่มอีก คราวนี้ยกมาเลยแบบล้นๆ 8-9 ก้อน…
(กระซิบกันเอง เออ..กูว่าเค้าประชดพวกเราแน่ๆเลย)

102_0179.jpg

และการกินหนมปังแบบชูชกของพวกเรานี่เอง ที่เป็นผลให้ พออาหารจานหลักมาลงตรงหน้า(ที่เค้าให้กินกับขนมปังน่ะแหละ)
ก็เกิดอาการอิ่มๆจุกๆ ขึ้นมาทันที แทบจะเดินไปขอกล่องใส่กลับบ้านกันตั้งแต่ยังไม่ได้กินแม้แต่คำเดียว
ไหนๆก็มาแล้ว ก็กินไอ่จานตรงหน้าซะหน่อย พอเป็นพิธี ไม่งั้นเค้าจะด่าเอาได้ว่า นั่นไง กูว่าแล้ว พวกมึงต้องกินไม่ไหว
แต่พอเอาส้อมจิ้มลงไปในเนื้อชิ้นตรงหน้าเท่านั้นแหละ ก็เกิดอาการลังเล..และสงสัยว่า นี่ มัน medium แน่เหรอเนี่ย
คือมันแข็ง แห้ง และกระด้างมาก แถมไม่มีสีชมพูนิดๆ แบบที่ medium ควรจะเป็น ไหนอ่ะ สีชมพู ไม่เห็นเลย
ซึ่งอีแบบเนี่ย มันเป็น well done ชัดๆ แล้วก็แน่ใจทันทีเมื่อตัดเข้าปาก 5555
ว่าเนี่ย ไม่ใช่ well done ธรรมดา มันเป็น super well done ต่างหาก และยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเห็นไอ่ไม้ที่ปักตรงชิ้นเนื้อ
มันขียนไว้ว่า Well แถมมีตั้งสองไม้เชียว ….WELLLLLLLLLLL จริงๆ

102_0181.jpg

“ป้าขาๆ รู้สึกว่าหนูสั่งแบบ medium ไปนะจ๊ะ ทำมันเป็นแบบนี้ล่ะ”
ป้าคนรับออเดอร์ ทำหน้าเหวอไปนิดหนึ่ง แล้วรีบเปิดใบออเดอร์เช็คใหญ่เลย ” จ๊ะ ที่รัก มันผิดจริงๆ เราจะเปลี่ยนให้เธอใหม่นะ “
มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นแหละจ๊ะ ป้าจ๋า
ส่วนไอ่จานที่วางตรงหน้า ก็ต้องเขี่ยมันบดกับกุ้งทอด (ตัวเล็กๆ) กินไปพลางๆก่อน (จริงๆ ก็อิ่มขนมปังไปแล้วล่ะ)
ไม่นานหนัก เนื้อชิ้นใหม่ ที่สำคัญมันชิ้นใหญ่กว่าเดิมก็วางลงตรงหน้า ตัดเข้าปากเพื่อพิสูจน์…อืมๆๆๆ มันต่างกันฟ้ากะเหวเลยจริงๆ
ความนุ่มมันผิดกันเยอะมาก ต้องอย่างนี้ซิ เสียดายว่าไม่ได้ถ่ายรูปชิ้นที่สองมาด้วย กลัวเค้าจะหาเราถ่ายเก็บไว้หาเรื่อง
เนื้อตรงกลางเป็นสีชมพูติดอยู่นิดๆ แหมๆๆ เห็นแล้ว มันน่าหั่นมาทำยำเนื้อกินจริงๆ ใส่ใบสะระแหน่หน่อย โรยแตงกวาหั่นบางๆนิด
แต่พอเหลือบไปเห็นมันบดอยู่ข้างๆ ยำเนื้อในฝันก็พังครืนทันที 55555555555 สงสัยเมนูพรุ่งนี้จะหนีไม่พ้นละมั้งเนี่ย

จะว่าไปการศิลปะการย่างเนื้อ มันเป็นความสามารถส่วนตัวจริงๆ ถ้าไม่เก่งจริงๆ ไม่มีทางย่างเนื้อให้ออกมาสมบูรณ์ตามประเพณีนิยมได้แน่ๆ
เท่าที่หัวกะบาลเล็กๆของเราจำได้ ความสุกของเนื้อจะมีหลายระดับ แต่ถ้าเอาแบบคร่าวๆ ก็จะมีอยู่ 4 ระดับ เริ่มจาก
very rare คือ พวกย่างพอผ่านไฟ หั่นแล้วเนื้อส่วนใหญ่ยังแดงๆ แล้วต้องมีเลือดเยิ้มๆด้วย (เหอๆ คิดถึงลาบดิบแถวบ้าน สู้ได้ชัวร์)
rare คือ ข้างนอกเป็นสีน้ำตาล แต่เนื้อข้างในยังแดงๆ อยู่
medium คือ ข้างนอกสุก ข้างในจะเป็นเนื้อติดชมพูๆ นิดๆ (แบบที่เราชอบ)
well done คือ สุกจัด สุกโคตร ทั้งนอกและใน
แต่บางร้านที่เค้าเป็นร้านสำหรับคอเนื้อจริงๆ จะมีพวก Rare plus ,Medium rare, Medium well อะไรอีกมากมาย แล้วแต่เทคนิคการย่าง
อันนี้ก็สุดแต่ว่า ลิ้นใครชอบแบบไหน ดูๆแล้วยังแอบสงสัยนิดๆ ว่า ไอ่พวกที่ต่างกันนิดๆหน่อยๆ รสชาติมันจะต่างกันขนาดไหนนะเนี่ย
เหอ เหอ เหอ…หรือว่างานนี้ต้องลองให้ครบทุกแบบก็ไม่รู้ จะได้รู้กะเค้าซะที

56295821.jpg
(ภาพประกอบนี้จาก www.gettyimages.com)

 

ฉลองหลักหมื่นด้วย หอยแมลงภู่อบสูตรใหม่ ธันวาคม 6, 2007

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 7:47 am

เพิ่งได้สังเกตเห็นตัวเลขผู้มาเยือนในสถิติถึงได้รู้ว่า เข้าสู่หลักหมื่นแล้ว แอบดีใจที่มีคนหลงทางเข้ามาในนี้ถึงหลักหมื่นกะเค้าด้วย
จริงๆไม่ได้คาดคิดว่าจะมีใครเข้ามาดูมากมาย ที่ตัดสินใจมาเขียนใน wordpress ไว้ ก็เพราะเห็นว่ามันใช้งานง่ายดี
จะได้มีที่เก็บรูปและเรื่องเกี่ยวกับอาหารที่ไปตะลุยกินมา แยกต่างหากออกมาจาก space msn ที่เขียนเรื่องโน้นเรื่องนี้ไว้
ว่างงานจัดหรือยังไงก็ไม่รู้ ก็ไม่รู้ ตอนนี้ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่า มีบ้านเล็ก บ้านน้อย เต็มไปหมด เห็นแล้วก็กลัวใจตัวเอง
ทั้ง msn space , wordpress, hi5 แล้วล่าสุด สาระแนไปเล่น facebook ตามคำเชิญของเพื่อนมันอีก ไม่เจียมเล๊ย ให้ตายเถอะ
จะเอาเวลาที่ไหนไปเขียน อะไรนักหนา แค่เขียน space กะ wordpress สองที่ กว่าจะเสร็จ ปาเข้าไปตีสอง ตีสามตลอด
ประหนึ่งว่างมาก ไม่ต้องตื่นไปทำงานทำการกันเลยทีเดียว…สงสัยว่าเร็วๆนี้คงต้องทิ้งสักที่ให้เป็นบ้านร้างแน่ๆ เลย

แต่รักบ้านนี้มากกว่าใคร 555 เพราะจะได้หาของกินมาใส่บล็อกได้เรื่อยๆ สนองตัณหาตัวเองกันต่อปายยยยย เหอๆๆ
ว่าแล้วก็มาเลย ได้สูตรของกินอันใหม่มา ทำง่ายมาก เป็นสูตรของพี่ที่ร้าน ซึ่งได้ข่าวว่าก็ไปได้จากชาวบ้านเค้ามาอีกที
เป็นหอยแมลงภู่อบมายองเนส..ได้ยินชื่อแล้วหัวใจจะวาย เพราะน่ากลัวว่ากินมากๆ คอเรลเตอรอลอาจจะจุกอกตายได้ในทันที
แต่ไม่เป็นไรๆ กินแค่ตัวสองตัวก็พอ…เอาแค่พอรู้รส
ที่ไหนได้ปริมาณหอยที่เราเอามาทำกัน มันเยอะมาก ประหนึ่งทำขายกันเลยทีเดียว แม้เมื่อนับหัวคนกินแล้วจะเกินสิบคนก็ตาม
มันก็ยังเยอะอยู่ดี เมื่อหันไปดูแล้วพบว่า ยังมีปีกไก่ สุกี้แห้ง ส้มตำ และข้าวเหนียวอีก….อะไรกันเนี่ย กะกินให้อิ่มตายกันไปข้างหนึ่ง

จริงๆสูตรหอยอบของพี่เค้าก็ไม่มีอะไรมาก เอาหอยแมลงภู่มาล้างให้สะอาด ดึงตัวออกมา หั่นเป็นชิ้นๆ แล้วเอาไปวางบนฝาเหมือนเดิม
จากนั้นก็บีบมายองเนส ใส่ชาม ตามด้วยซอสพริกศรีราชา จะเผ็ดมาก เผ็ดน้อย อันนี้ก็แล้วแต่ใครชอบ จากนั้นคนให้เข้ากัน
เอามาหยอดหน้าหอย….กะปริมาณพอสวย ไม่ต้องเยอะมาก มันจะเลี่ยนไป

102_0120.jpg

102_0123.jpg

102_01291.jpg

หยอดหน้าด้วยมาโย เสร็จแล้วก็เอาไข่ปลา ก็คล้ายๆที่เค้าเอาไว้ทำข้าวปั้นอ่ะแหละ มาโรยๆ หน้านิดหน่อย พอมีสีสัน
ทำทั่วถึงกันทุกตัวหอยแล้ว ก็ลำเลียงเข้าเตาอบ ได้เล๊ย ไฟกลางๆ อบสัก 10-15 นาทีพอให้หอยสุก ไม่ต้องนานมาก เดี๋ยวหน้าไหม้
เสร็จแล้วก็เอามาตักใส่จาน หรือ จะตักใส่ปาก ก็สุดแล้วแต่ แต่รับรองว่า อร่อยใช้ได้เลยล่ะ ทำง่ายด้วย
แต่ข้อควรระวังคือ….ไม่ควรกินเกินวันละสองตัว ไม่งั้น..จะหาว่า ไม่เตือน 555555555

102_0136.jpg

102_0138.jpg

102_0094.jpg

ปล.หลังจากได้เห็นแกงกะหรี่ของคุณ walkฯ ก็เลยนึกอยากกินบ้าง (แม้จะทำบ่อยแล้วก็เถอะนะ) แฮะๆๆ หน้าตาเป็นอย่างนี้แหละ

 

ร้านหมูสามตัว Bubbalou’s ธันวาคม 1, 2007

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 7:43 am

การหาของกินที่อร่อยครบสามประการ ซึ่งคือ ถูกปาก ถูกตา และถูกกระเป๋า(ตังค์) ช่างเป็นเรื่องที่ทำได้ยากไม่น้อย ในเมืองนี้
แต่สัญชาติญาณของมนุษย์อย่างเรา บวกกับได้เพื่อนกินที่มีสัน…ไม่ต่างกัน ช่วยแนะนำแหล่งดีๆให้
ผลที่ได้ก็คือ…ไม่มีใครห้ามใครได้..น่ากลัวจริงๆ

ร้านหมูสามตัว หรือ Babbalou’s (http://www.bubbalous.com)เป็นร้านท้องถิ่นของที่นี่ ขายอาหารพวกปิ้งๆย่างๆ สไตล์คาวบอยอเมริกัน
เน้นที่บาร์บิคิว ซี่โครงย่าง เนื้อย่าง ฯลฯ กินกับขนมปัง มันทอด ประมาณนั้น ฟังๆดูก็ธรรมดา
แต่ความเด่นของร้านนี้มันอยู่ที่ ราคาและปริมาณ ที่มาพร้อมคุณภาพและความอร่อย ซึ่งปกติมันมักจะสวนทางกัน ถูกๆเยอะๆ มักไม่อร่อย

102_0077.jpg

102_0083.jpg

เดินเข้าร้านไป ก็ต้องพุ่งไปสั่งอาหารเองที่เคาเตอร์ คล้ายพวกร้านfast food นั่นแหละ จ่ายเงินเสร็จก็จะได้เครื่องดื่ม พร้อมตั๋วที่มีหมายเลข 4 ตัว
ไปเดินหาที่นั่งที่ลักษณะคล้ายโต๊ะไม้ม้านั่งในโรงอาหารสมัยเรียน ผิดกันก็ตรงที่ใหญ่กว่ากันเยอะ
นั่งรอไม่นานก็จะมีคนยกของกินเดินผ่านไปมาพร้อมพูดหมายเลข…ก็นะ ตรงนี้ถ้ามัวแต่เม้าท์กัน ก็อาจจะพลาดของตัวเองได้ ต้องตั้งใจฟังหน่อย
เนื่องจากวันนั้นเกิดอยากกินปลาทอด ทั้งๆที่มากินร้านหมู (น่าตบจริงๆ) เลยสั่งปลาแคทฟิชทอด และเอาแบบตะกร้า
ซึ่งจะประกอบด้วยขนมปังแบบแซนวิช โคลสลอร์ มันทอด ซอส และมะนาวหนึ่งชิ้น

102_0078.jpg

102_0080.jpg

ส่วนเพื่อนเราสั่ง baby rib dinner ซึ่งก็จะได้เยอะกว่า lunch แบบของเรา เห็นแล้วก็น่ากินดี แต่ออกไปทางน่ากลัวนิดๆ เพราะเยอะมากกกก
แต่เค้าย่างซี่โครงได้ดีมาก เพราะเนื้อล่อนมาก กัดแล้วเนื้อแทบจะหลุดจากกระดูกออกมาแบบไม่ต้องออกแรง สุดยอด
ส่วนปลาของเราก็ทอดดีเช่นกัน ขนมปังก็นุ่มอร่อยดี แต่กว่าจะกินหมด เล่นเอาเหนื่อย ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่เล่นเอาเกือบจุกไปเหมือนกัน
กินเสร็จ แทบคลานออกจากร้านกัน…
ระหว่างกินๆ กัน ก็นั่งคิดว่า อยากทำกินเองบ้าง พยายามคิดว่าเค้าหมักอะไรบ้างนะ แต่ว่าๆ ลองคิดดูแล้ว ซี่โครงชิ้นขนาดนี้ ในราคานี้ (6-7 เหรียญ )
ซื้อเค้ากินแบบนี้แหละ คุ้มกว่ากันเยอะเลย (เออ…รู้สึกคิดแบบคนขี้เกียจพิกลนะเรา )

102_0082.jpg

ปล.ไม่รู้เป็นไร นอกจากจะบ้าถ่ายรูปของกินแล้ว ช่วงนี้บ้าถ่ายท้องฟ้ามาก เอาทุก shot เลยเรา
รูปนี้ถ่ายข้างๆร้าน ตอนเย็นๆ แสงกำลังตกดิน ลองถ่ายผ่านต้นหนวดฤษี ที่ห้อยๆอยู่บนต้นไม้ ออกมาสวยได้ใจมาก

102_0102.jpg