Eat-aholic

Test it…Feel it by yourself

ว่าจะไปกินข้าวเย็นที่ Kyotofu มกราคม 20, 2008

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 3:31 am

พาดหัวไว้อย่างนี้เพราะว่า หลังจากที่ไปกินโซบะกันแล้ว มื้อเย็นเราก็วางแผนไว้ว่าจะไปหาของกินกันที่ร้าน kyotofu เป็นร้านที่เราหมายมั่นว่าจะมาชิมเค้กของร้านนี้ให้ได้ เพราะได้ข่าวว่า Newyork magazine ยกให้เป็นร้าน cupcake อันดับหนึ่งของปี 2007 ร้านเค้กสัญชาติญี่ปุ่นกลางมหานครนิวยอร์ก….อืม.ม..คำจำกัดความของร้านที่น่าท้าทายเป็นที่สุด (จริงๆก็ไปจำกัดความให้ร้านเค้าเองนั่นแหละ หาเหตุผลให้ตัวเองไปกินให้ได้มากกว่า)

จริงๆ ก่อนหน้านี้ได้ยินชื่อร้านcupcake ดีๆของนิวยอร์กมาหลายร้านมาก โดยเฉพาะร้าน magnolia ที่สี่สาวแห่งsex and the city ชอบไปสุ่มหัวเม้าท์ผู้ชายและกินเค้กกันอยู่บ่อยๆ แต่แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือแจ้งเบาะแสมาว่า อย่าไปเลยๆ ไม่อร่อยหรอก สู้ขนมไข่บ้านเราก็ไม่ได้ นังแครี่มันทำท่าอร่อยไปอย่างนั้นแหละ อย่าไปหลงกลมัน ได้ยินแล้วก็ถึงบางอึ้ง มันขนาดนั้นเลยเหรอ เวอร์ไปเปล่า (แต่ก็เชื่อลิ้นมันนะ) ว่าแล้วก็ อย่าเสี่ยงขนาดนั้นเลย เราหาร้านน้องใหม่ใสปิ๊งกินกันดีกว่า

แต่ก่อนไปขอทำตัวเป็นเป็นนักท่องเที่ยวที่ดี แวะไปถ่ายรูปบ้าพลังแถวทามสแควร์ก่อน
แม้ว่าตอนที่มาครั้งที่แล้วไม่ได้ประทับใจอะไรกับสี่แยกใหญ่ของโลกนี้เลยแม้แต่น้อย แต่ขอแวะไปเก็บตกบรรยากาศซะหน่อยก็แล้วกัน

และแน่นอนฝูงนักท่องท่องเที่ยวทั้งหัวดำ หัวทอง นองกันอยู่เกาะกลางสี่แยกเพื่อถ่ายรูปคู่กับป้ายไฟและตึกสูงๆสีเทาหม่นๆ
แถมยังมีเวทีขนาดย่อมๆให้ขึ้นไปโพสต์ท่าถ่ายรูปกันเป็นที่น่าสนุกสนาน (มารู้ตอนหลังว่า ไอ่เวทีเนี้ยเค้าทำเพื่อถ่ายแบบกันในรายการ Make me a supermodel)

แต่แล้วเราก็ยืนต้านลมหนาวอยู่ตรงนั้นได้ไม่นานนัก ดูเวลาประมาณห้าโมงเย็น แต่บรรยากาศเหมือนสองทุ่มยังไงก็ไม่รู้ ปกติหมีขั้วโลกอย่างเราก็ชอบอากาศเย็นๆหนาวๆ อยู่แล้ว แต่ให้อยู่นานๆ มือมันพาลแข็งไปหมด กระดิกนิ้วกดชัดเตอร์กล้องยังขี้เกียจเลย
ไปกันเถอะๆ หาที่อุ่นๆนั่งกินของอร่อยกันดีกว่า

102_0398.jpg

102_0514.jpg

102_05094.jpg

จำได้ว่าตอนโผล่หัวเข้าร้านไป เวลาน่าจะไม่เกินทุ่มแน่ๆ แต่โต๊ะในร้านแน่นไปหมด เหลือแค่หน้าบาร์ กับหนึ่งโต๊ะเล็กด้านหน้า ให้เราสองคนทำตัวเล็กๆนั่งอ่านเมนูอาหาร เศร้าจริงๆ แต่ก็ดีว่ายังมีที่นั่ง แถมโต๊ะก็ไม่ได้เลวร้าย แถมสุดท้ายยังแอบดีใจว่า ดีแล้วที่ได้นั่งตรงนี้เพราะมีแสงสว่างมากพอที่ให้เราถ่ายรูปของกินได้

แต่ตอนสั่งอาหารกลับถึงบางอึ้ง เพราะเข้าใจว่าเค้าจะมีของกินอื่นๆ ที่ไม่ใช่ของหวาน เค้ก ฯลฯ ให้กินด้วย แต่เปล่า เค้าขายแต่ของหวานเท่านั้น เอาล่ะซิกู แผนมื้อเย็นก็ต้องเปลี่ยนกระทันหันเป็นการชิมเค้กแทน เออ ให้มันได้อย่างนี้ซิ
เราใช้เวลาอ่านเมนูอยู่แป๊บเดียว ก็ตัดสินใจสั่งชา Ginger Tangerine Sencha มาแบ่งกันกินไปก่อน เพราะยังไม่รู้ว่าจะกินเค้กอันไหนดี (น่ากินไปหมด)

สุดท้ายเลยต้องใช้บริการจากเจ้าของร้าน “คัดสรร” ให้เรามาสองจาน เพราะเรามั่นใจว่า ในเมื่อเราบอกไปอย่างเปิดเผยเลยว่า ไม่เคยมาและไม่เคยกิน
ฉะนั้นถ้าเค้าอยากรักษาลูกค้าใหม่ๆ ให้กลับมาอีก เค้าต้องเลือกของที่อร่อยที่สุดให้เรากินแน่ๆ (เพราะเราก็ทำอย่างนี้กับลูกค้าเราเหมือนกัน)
เจ้าของร้านเป็นสาวญี่ปุ่นอายุน่าจะประมาณสามสิบขึ้น แต่ยังดูสาวและสวย ตามประสาคนญี่ปุ่น เป็นอาหารตาที่มองเพลินจริงๆ

พี่คนสวยเลือกขนมไว้ให้เรากินสองอย่าง คือ signature sweet tofu กับ warm chestnut & fig mochi chocolate cake
ฟังชือแล้วก็น่าสนใจดี แต่หน้าตาจะดีเหมือนชื่อหรือเปล่า อันนี้ต้องลุ้นกันต่อไป

แต่ระหว่างที่รอ ก็มีคนเข้าร้านมาเรื่อยๆ และก็ต้องยืนรอโต๊ะกันต่อไป โชคดีที่เราชิงเข้ามาก่อนไม่กี่นาที
เพลินไป เพลินมา ขนมทั้งสองจานก็ร่อนมาจอดลงที่โต๊ะของเรา
พระเจ้า
พระเจ้า
พระเจ้า…. ช่างเป็นขนมที่น่าตาน่ารัก อะไรอย่างนี้ นับถือความช่างคิดของเจ้าของร้าน และคนทำมากๆ ที่แต่งจานได้น่ารัก เรียบง่าย แต่เก๋จัด
ศิลปะบนจานกระเบื้องสีขาว…ยังคงมนต์เสน่ห์สำหรับเราเสมอ
และวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่เราได้เห็นความสวยงามบนจานกระเบื้องแบบนี้อีกครั้ง

102_05132.jpg

signature sweet tofu

102_05122.jpg

warm chestnut & fig mochi chocolate cake

เสียดายแสงสว่างของร้านมีน้อยจนเกินไป เราต้องแอบเอาจานขนมไปวางที่บาร์ริมหน้าต่างร้านที่มีแสงสว่างมากพอ
และที่สำคัญเราไม่อยากใช้แฟลชถ่ายรูป หนึ่งทำให้ภาพแข็ง แสงไม่สวย สองมันรบกวนชาวบ้านคนอื่นที่อยู่ในร้าน
มันเป็นกฎในการถ่ายรูปของเราที่ยึดถือมาตั้งแต่กดชัดเตอร์เป็น…คือ ไม่ถึงที่สุดแล้วจะไม่ใช้แฟลชในที่สาธารณะอย่าง ร้านอาหาร เป็นต้น

นอกจากหน้าตาดีแล้ว รสชาติก็แจ่มไม่แพ้กัน sweet tofu เนื้อเนียนนุ่ม หอมหวานกำลังดี ราดด้วยซอสหวานที่ให้มา เข้ากันโคตรๆ
อยากรู้มากว่า ซอสนี้มันทำจากอะไร

แต่จานเด็ดอยู่ที่ chocolate cake เนื้อเค้กเข้มข้นมากๆ แต่พอกินพร้อมกับซอสและ fig (หรือ ลูกมะเดื่อฝรั่ง) แล้วอร่อยมากๆ
เป็นรสชาติที่อยากลิ้มรสนานๆ จนแทบจะอมไว้อย่างนั้น ไม่ยอมกลืนซะที 555
ไม่เป็นเพราะด้วยความที่เราหิว หรือ ขนมมันชิ้นเล็กก็ไม่แน่ใจ เผลอแป๊บเดียว สวรรค์ตรงหน้าก็มลายหายไปอย่างรวดเร็ว เหมือนใครเสกมันหายไปอย่างนั้นแหละ
เฮ้อ……..
ช่วงเวลาแห่งความสุขอันแสนสั้นของเราจบลงซะแล้ว กะว่าจะมากินข้าวเย็น แต่ทำไมกลายเป็นขนมแทนก็ไม่รู้
ที่สำคัญเราต้องออกไปหาของกินกันต่อ เพราะของกินแค่นี้ เอาพวกเราไม่อยู่แน่นอน
แล้วสองชีวิตก็ออกเดินทาง สอดส่องหาอาหารกลางมหานครนิวยอร์คต่อไป แม้จะหนาวเราก็ย่อท้อ กลัวอะไรเสื้อกันหนาวก็มี

555555 นึกภาพแล้วก็กลัวตัวเองจริงๆ

 

เริ่มมื้อแรกที่ Soba-ya มกราคม 14, 2008

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 12:32 am

102_0396.jpg

หนีร้อนไปพึ่งลมหนาวของเมืองนิวยอร์ก เพราะหวังว่าถ้าได้เปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวซักสาม-สี่วันจะช่วยเรียกรอยยิ้มให้ชีวิตได้บ้าง
ไม่ใช่ที่เป็นอยู่มันจะโหดร้ายอะไร แต่ความจริงที่กำลังต้องเผชิญหน้าอยู่ต่างหากที่เป็นตัวดูดรอยยิ้มออกจากชีวิตเราไป
แม้ว่าความจริงจะเป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับและเผชิญหน้าสู้กับมัน..และตลอดไป ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม
แต่บางครั้ง คนอย่างเราก็ไม่เข้มแข็งพอที่จะต้องอยู่กับความจริงตลอดทุกลมหายใจเข้าออก โดยเฉพาะในยามที่ความอ่อนแอมาเยือน

ดังนั้นหลังจากเท้าแตะสนามบิน JFK เอาของไปโยนใส่ห้องเพื่อนเสร็จแล้ว เราก็พุ่งออกไปหาของกินที่หมายตาไว้ทันทีอย่างไม่รอช้า
เพราะทริปนี้ มันคือ “ทัวร์กิน (..จริงๆเรียก “แดก” ขอสุภาพหน่อย) ท้าลมหนาว” 55555 (ได้ข่าวว่ากำลังลดน้ำหนักอยู่นิ..จะรอดมั้ยเนี่ย)

และเนื่องจากอากาศวันที่ไปถึงมันแตะอยู่ที่ -2 องศา มื้อแรกของวันจึงต้องเป็นของร้อนๆ ที่จะช่วยละลายความหนาวและเศร้าที่เกาะชิวิตอยู่หลุดไป
ซึ่งมันก็คือ “Soba” นั่นเอง บรรยากาศเช่นนี้อะไรจะดีไปกว่าการได้ซดน้ำซุปหอมๆ ร้อนๆ แล้วตามด้วยเส้นโซบะเหนียวนุ่ม..แหมๆๆ มันช่างชื่นใจ
เราเลือกไปกินที่ร้าน “Soba-ya “ เพราะมีเสียงกระซิบมาว่าร้านนี้เค้าทำเส้นสดเอง และน้ำซุปก็หอมแจ่มดี ไม่ได้ๆ ต้องไปลอง

หลังจากสองชีวิตอันประกอบด้วย เราและเพื่อนหนุ่มชาวนิวยอร์คเกอร์ของเรา เดินดมงมหาทางไปร้านกันอยู่พักหนึ่ง
เราก็ได้เข้ามานั่งตัวอุ่นอยู่ในร้านSoba-ya แต่ตกแต่งแบบญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น ท่ามกลางชาวบ้านหัวทองที่นั่งดูดบะหมี่กันอยู่เต็มร้าน แปลกตาดี

102_0393.jpg

ใช้เวลาตัดสินไม่นาน เราสองคนก็เลือก เซ็ทอุด้งมื้อกลางวัน กับ โซบะเทมปุระกุ้ง มาแบ่งกันกิน
คงเป็นเพราะเรามีเรื่องเล่าสู่กันฟังมากมาย เวลาที่นั่งรออาหารจึงดูเหมือนแสนสั้น เพราะไม่ทันรู้ตัวโซบะของเราก็ลอยมาวางตรงหน้าแล้ว
แรกเห็นก็หลงรักในหน้าตาซะแล้ว เพราะถ้าเปรียบเป็นผู้ชาย โซบะตรงหน้าก็หล่อเหล่าเอาการ ชวนชิมน่าลิ้มลองยิ่ง…(อ่ะ..นังนี่น่ากลัวจริงๆ)
กุ้งเทมปุระก็ทอดสวย ตัวใหญ่ดี แล้วเราก็สั่งมาแบบแยกน้ำมาด้วย เวลากินเทมปุระจะได้กรอบๆ แป้งไม่ย้วยเพราะแช่น้ำซุปซะจนนิ่มไปก่อน

ส่วนของเพื่อนเราเป็น เซ็ทอุด้งมื้อกลางวัน มาพร้อมเบนโตะมีของกินหลายหลาย ทั้งสลัดผัด ผัดทอด แซลมอนย่าง และเทมปุระ ฯลฯ
ดูครบเครื่องดี สมกับเป็นเช็ทอาหารกลางวันที่เน้นให้ดูเยอะๆ ทำง่าย กินเร็ว ราคาไม่แพง(สำหรับชาวหัวทอง) จะว่าไปมันก็ดูคุ้มค่าดี
เฉพาะเส้นอุด้ง กับ โซบะในชามของเราสองคน ก็ปาเข้าเป็นกะละมังแล้ว จนไม่แน่ใจว่าจะใส่เข้าไปในท้องหมดหรือเปล่า

102_0381.jpg

102_0383.jpg

กะละมังโซบะของเรา

102_03861.jpg

กะละมังอุด้งของเพื่อน

102_0384.jpg

กินเข้าไปคำแรก..ก็ยิ้มออกทันที เส้นโซบะเค้าโดดเด้งจริงๆ ฝรั่งเค้าว่า outstanding ชั้นไม่รู้จะแปลว่าไรดี แต่ขอใช้คำว่า โดดเด้ง
แต่น้ำสรุปเนี่ย จะว่าไปก็อร่อยดี ไม่ได้ถึงกับหลงรักมากนัก เอาเป็นว่าสรุปว่า ทุกอย่างรวมตัวกันแล้ว เต็มสิบ ให้ แปดครึ่ง อ่ะ
ส่วนไอ่ที่กะไว้ว่าจะกินไม่หมดเนี่ย สุดท้ายก็ใส่เข้าไปหมดอยู่นะ อาจจะเป็นเพราะไม่ได้กินตั้งแต่เช้า jetblue ก็มีแต่กาแฟกับถั่ว
แถมกว่าจะได้กินปาเข้าไปเกือบบ่ายแล้ว อากาศก็หนาวเย็นเป็นใจ ให้ซดน้ำซุปร้อนได้อย่างคล่องคอดีนักเชียวแหละ

เกือบสองชั่วโมงมื้อแรกของเราจบลงอย่างมีความสุข กินไอ่กินน่ะ ไม่นานมากหรอก แต่หนักไปทางคุย ระบายใส่กันไปมา จนสาแก่ใจ
มื้อนี้นอกจากจะอร่อยและอุ่นท้องแล้ว ยังรู้สึกอุ่นใจที่มีเพื่อนดีๆและน่ารักอยู่ใกล้ๆ ทำเอาลืมเรื่องร้อนๆหนาวๆที่หนีมาไปได้ชั่วคราวเลยทีเดียว

นี่เพิ่งมื้อแรก..ยังเรียกรอยยิ้มได้ขนาดนี้..จากนี้ไปอีกสามวัน
ชั้นจะกอบโกยความสุขกลับไปให้มากที่สุดเลย..คอยดูนะ

102_0589.jpg

 

ตำน้ำพริกหนุ่ม ฉลองปีใหม่ มกราคม 3, 2008

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 7:35 am

ปีใหม่แล้ว..มีเรื่องใหม่และเก่าที่รอให้สะสางอีกมากมาย มันคือวิถีแห่งชีวิตที่ต้องทำให้มันผ่านพ้นไป..และแน่นอนไม่ว่าผลจะออกเป็นยังไง
มันก็คือ เป็นชีวิตของเราเอง สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ล้วนเป็นผลมาจากเมื่อวานนี้ อาทิตย์ที่แล้ว เดือนที่ผ่านมา และปีที่ผ่านพ้นไป
ฉะนั้นไม่ว่าวันนี้จะดีหรือร้าย ทุกอย่างเราคิดเอง ตัดสินใจ และทำให้มันเกิดขึ้นเองทั้งนั้น…จงยิ้มรับกับทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิต ตลอดปีนี้ และตลอดไป

ว่าจะเก็บการเขียนบ่นๆ แบบนี้ให้ห่างจากที่นี่..แต่สุดท้ายก็จนได้ 555

วันปีใหม่เลยฉลองด้วยการไปวัด อย่าๆ อย่าเพิ่งคิดว่าเก็บกด คิดมาก หรืออยากทำบุญรับปีใหม่แต่อย่างใด
ที่ไปวัดวันปีใหม่ เพราะทุกครั้งที่วัดไทยแถวนี้มีงาน จะมีคนมาตั้งโต๊ะออกร้าน ขายของกินกัน คนบาปอย่างเราไปวัดเพื่อหาของกินกันต่างหาก
และเนื่องจากว่าไปสาย หรือไงก็ไม่รู้ ป้าที่ขายขนมไทยอร่อยๆ ไม่อยู่ซะแล้ว เลยทำได้แค่ไปกวาด ไส้อั่ว(รสประหลาด) มา 5 กล่อง มากินแก้ขัดไปพลางๆ
ไหนๆก็ได้ไส้อั่วแล้ว ก็ต้องข้าวเหนียว ไปหอบมาครึ่งกิโลได้มั้ง ครบแล้วก็หอบหิ้วกลับมาบ้านกัน
ใครเค้าจะไหว้พระ หรือ ใส่บาตร เราไม่สน มุ่งตรงกลับบ้านอย่างเดียว (บาปจริงกู ให้มันได้อย่างนี้ซิ)

ระหว่างทางก็คิดกันว่า มีไส้อั่ว ข้าวเหนียวแล้ว..ก็พาลคิดถึงน้ำพริกหนุ่มตลาดต้นพยอม ขึ้นมาซะงั้น
ไม่ได้ๆ จะกินทั้งที ก็ต้องครบสูตร ว่าแล้วก็พุ่งตรงไปที่ publix ข้างบ้าน เพื่อซื้อพริก ที่คิดว่าจะใกล้เคียงพริกหนุ่ม พริกชี้ฟ้าหลวงบ้านเรา มาตำน้ำพริกกัน
หลังจากหยิบๆ จับๆ อยู่หลายพริก สุดท้ายก็ทดลองเอาพริกหยวกเม็กซิกัน กับ พริก Jalapeño ซึ่งคิดว่าน่าจะได้ผลใกล้เคียง..ออกมากินได้มากที่สุด
นอกจากพริกแล้ว…เรายังได้ แคบหมู ติดมาด้วย 2 ถุง… ฮามากๆ ไม่น่าเชื่อว่าแคบหมูจะหาซื้อง่ายมาก ขนาดมีใน publix เลยทีเดียว
แถบรสชาติก็ คล้ายแคบหมูไร้มันที่ขายๆ กันอย่างมาก แบบเต็มสิบได้ไป เก้าเลยทีเดียว
ครบสูตรแล้ว รีบพุ่งกลับบ้านไปตำน้ำพริกกันอีกกว่า หิวมากๆ

102_0348.jpg

ตามสูตรที่เคยทำมา ต้องเอาพริกไปย่างไฟให้นิ่มๆ แต่เราไม่มีเตาถ่าน จะไปจุดไฟ ก่อฟืนนอกบ้าน ก็กลัวว่าข้างบ้านจะโทรไปแจ้งดับเพลิง เป็นข่าวไปอีก
ว่าแล้วก็เลยเอากระทะตั้งไฟ แล้วย่างสดมันบนกระทะนั่นแหละ น่าจะได้ผลใกล้เคียงกันนะ หวังว่าๆ
ก็ย่างไป จนกว่าพริกจะนิ่ม ค่อยพลิกๆ ไม่ให้มันไหม้มากนัก แต่ไหม้ๆก็ช่างมัน ไว้ค่อยลอกเอาผิวออกทีหลังได้ ไหม้นิดไหม้หน่อยก็หอมๆดี

102_0354.jpg

ย่างเสร็จก็เอามาลอกเปลือกออก ใช้มีดกรีดให้มันเป็นริ้วๆ จะได้ตำง่ายๆขึ้น แต่เนื่องจากไม่แน่ใจเรื่องความเผ็ดของพริกทั้งสอง
ก็เลยต้องชิมก่อน เห็นเพื่อนบอกว่า ไอ่พริกเจราเปโน่ เนี่ยเค้าว่ามันเผ็ดอยู่เหมือนกัน แต่ๆ หลังจากชิมแล้ว ถึงกับกรี๊ด…แม่เจ้า
อย่างเนี้ยแถวบ้านชั้นเรียก ผลไม้..หาความเผ็ดไม่เจอเลย…เด็กๆหลบไปเลย หั่นไปหยิบพริกขี้หนูในตู้เย็นมาช่วยชีวิตทันที ดีนะที่มีติดตู้ไว้

เครื่องพร้อมแล้ว ก็ยกครกออกมาตำ เริ่มจากกระเทียม พริกขึ้หนู โขลกให้ละเอียด ใส่เกลือนิดหน่อย แล้วค่อยใส่พริกที่เหลือ ตำให้เนื้อละเอียดๆ
แต่ปัญหาที่พบคือ พริกที่เอามาใช้ มันมีน้ำเยอะเกินไป และการเผาบนกระทะของเราไม่ค่อยเป็นผลเหมือนเตาถ่าน
ทำให้น้ำพริกครกแรก (ครกทดลอง) มีน้ำเยอะเกินไป ทำให้เติมน้ำปลาได้น้อย เลยต้องไปใส่เกลือแทน…
ออกมาเลยเป็น น้ำพริกหนุ่มน้ำท่วม 5555 อย่างที่เห็น

102_0364.jpg

แต่ก็แก้ตัวได้ในครกที่สอง ด้วยการย่างให้นานขึ้น เพื่อให้น้ำในเนื้อพริกมันออกไปให้มากที่สุด
ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จ ครกที่สอง อร่อยกว่าครกแรก หลายเท่าตัว คาดว่า ถ้าทำต่อไปเรื่อง จะได้รสชาติใกล้กับ น้ำพริกต้นพยอม ของเราไปเรื่อยๆ
แจ่มจริงๆ ในที่สุดก็มี น้ำพริกหนุ่ม ไว้กินกับ แคบหมู แล้ว
เป็นเมนูรับปีใหม่ที่ถูกปาก ถูกใจ เป็นที่สุด นี่กะว่า ถ้าหาไส้หมูเจอ จะทำไส้อั่วกินเอง…ไปประชันกับที่ซื้อมา
เพราะชั้นแน่ใจมากๆ ว่า ชั้นทำอร่อยกว่า มากกกกกกกกกกกกกกก
นี่..ประกาศตัวกันขนาดนี้ สงสัยต้องทำในเร็ววันนี้ซะแล้ว

102_0365.jpg

102_0368.jpg