Eat-aholic

Test it…Feel it by yourself

“ความรัก” ทำให้เราหลงทาง..”ทีรามิสุ” เป็นเข็มทิศ กุมภาพันธ์ 22, 2009

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 3:04 am

102_20801

เรากลับมาแล้ว…หายไปนานหลายเดือนอยู่เหมือนกัน ถ้านับจากโพสต์สุดท้ายที่ทำไว้ ก็ร่วม 5 เดือนได้
ไม่น่าเชื่อว่าเราจะไม่แตะต้อง การเขียนblog เป็นเวลานานขนาดนี้

สาเหตุก็ตามหัวข่าวที่พาดเอาไว้ เพราะเรามี “ความรัก” ง่ายๆ ได้ใจความ ไม่ต้องอธิบายอะไรให้มันอ้อมโลก
แต่ความรักของเรา กลับมีอายุการใช้งานสั้นเหลือเกิน ไม่รู้จะจบเร็วไปไหน จบแบบไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัว
แม้จะเตือนตัวเองให้เตรียมใจ รับมือกับวันหมดอายุเอาไว้แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ทันการณ์
แน่นอน…. หน้าอย่างเรามีเหรอจะรับมือไหว แค่มีดบาดมือยังร้องโวยวายอย่างกับโดนแทง
แล้วนี้ “อกหัก” เพราะโดนผู้ชายที่เรารักทิ้งไปแบบไร้คำอธิบาย (แต่มารู้ทีหลัง เพราะโทรไปถามมันก็เถอะ)
ในบรรยากาศหนาวๆเย็นๆของเมืองไร้หัวใจอย่างนิวยอร์กคงไม่ต้องให้อธิบายว่า เราจะเป็นยังไง

เอาเถอะ…มันผ่านไปแล้ว (แม้พระเจ้าจะใจร้าย บังคับให้เราต้องเจอกับมันอีกทุกๆ 5 วันในหนึ่งอาทิตย์ก็เถอะ)
ในเมื่อตอนนี้ยังไม่ตาย ยังหายใจอยู่ เสียน้ำตาไปก็มีแต่เปลืองทิชชู่เปล่าๆ…ชีวิตมันก็ต้องดำเนินต่อไป…

สุดยอดคำเตือนสติของเพื่อนที่ทำให้เราตาสว่างขึ้นมาได้ นั่นคือ
“แกจะไปเสียดายทำไมกับไอ่แค่ไอติมก้อนหนึ่งที่มันตกพื้นไปแล้ว แถมตกไปใกล้ๆ ขี้ด้วย
แกจะเก็บมากินอีกมั้ย จะเสียดายทำไม ก็ซื้อก้อนใหม่มากินซะหมดเรื่อง มีไอติมอร่อยๆ อีกตั้งเยอะแยะ”
เป็นไงล่ะ เพื่อนเรา..ช่างเปรียบเปรยมั้ย เห็นภาพมากๆ
มันบอกว่า พูดกับคนอย่างเรา ต้องแบบนี้แหละ เราถึงจะรู้สึก (คือเอาของกินมาล่อนั่นแหละ)

และเมื่อรู้สึกตัวแล้ว เราถึงได้พบว่าเราเดินหลงทางมาตั้งไกล และมันไม่ใช่ทางที่เราตั้งใจจะไปเลยซักนิดเดียว
แต่ยังไง ตอนนี้เราก็กลับมาแล้ว กลับมาเดินบนเส้นทางของเราเองอีกครั้ง

Since there’s no more you and me
It’s time I let you go
So I can be free
And live my life how it should be
No matter how hard it is, I’ll be fine without you
……………………………………………………….
นั่นซินะ อยู่มาได้ตั้ง 30 ปีโดยที่ไม่มีไอ่ผู้ชายคนนี้
จะอยู่ต่อไปโดยไม่มีมันในชีวิต ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนี่นา

และทายซิว่าอะไรเอ่ย ช่วยชีวิตเราไว้ได้จากเหตุการณ์ครั้งนี้
เฉลย..มันคือ ทีรามิสุ นั่นเอง ขนมอร่อยๆ สัญชาติอิตาลี กลายเป็นเข็มทิศ ช่วยให้ไม่หลงทางผิด(คิดจนตัวตาย55)
หลังจากไปหาพบสูตรการทำทีรามิสุ ใน youtube ดูไปดูมา พบว่าเป็นสูตรที่น่าลองเล่นมากๆ
ใครอยากลองเอาสูตรนี้ไปเล่นดูบ้าง ก็แวะเข้าไปเอาสูตรและวิธีทำได้ที่นี่นะ

น่าเล่นใช่มั้ยล่ะ แล้วจะรอหาอะไรอยู่ ก็ออกไปหาอุปกรณ์เครื่องปรุงต่างๆ นานา มาทำกันเถอะ
หลังจากทดลองใช้ mascapone และ sponge finger biscuits มาสอง-สามยี่ห้อ
เราก็พบยี่ห้อที่ทำออกแล้ว รสชาติและหน้าตาเป็นที่น่าพอใจ ตอนนี้ยังไม่ค่อยลงตัวเท่าไร
เพราะเราก็ปรับสูตร และขั้นตอนการทำบ้างอย่างไปบ้าง (จะทำสูตรเค้าให้เป็นของตัวเองว่างั้นเถอะ)
แต่อีกไม่นานน่าจะได้สูตรและขั้นตอนการทำทีรามิสุ ที่รสชาติและหน้าตาลงตัว ไม่เพี้ยนไปเพี้ยนมา
ช่วงนี้ ชาวบ้านรอบๆตัว ก็คงต้องทนเป็นเหยื่อกิน ทีรามิสุของเรา กันไปอีกพักหนึ่งแหละ 555

102_2095

102_2098

รูปที่เอามาลง เป็นรูปทีรามิสุชุดแรกที่ลองทำ มันเลยออกมาฉ่ำน้ำไปหน่อย เพราะยังไม่รู้เทคนิคเท่าไร
ว่าตอนเอา biscuits จุ่มน้ำกาแฟผสม เอาแค่ให้มันชุ่มข้างนอกก็พอ ไม่ต้องให้อิ่มน้ำจนซึมเข้าไปข้างใน
เพราะสุดท้ายมันจะนิ่มและแฉะเกินไป อันนี้ไปแอบอ่านในหนังสือ cookbook ที่ barn and noble มา
ครั้งหลังๆ ขนมเลยออกมาดูดีกว่าเดิมเยอะ แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เพราะ..ถ่ายไม่ทัน 555 เอาไว้ครั้งหน้าก็แล้ว

ปล.
ขอบคุณคิ้วหนาและคุณแตะฯ ที่อุตส่าห์แวะเข้ามาเยี่ยม
ทั้งๆที่เราหายหัวไปนานมาก
จากนี้ไป สัญญาว่าจะเอาของกินอร่อยๆ ดีๆ มาฝากไม่ให้ขาด
และจะไม่หายหัวไปไหนอีก 555

 

แกงฮังเลแบบฮาๆ กันยายน 17, 2008

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 1:40 pm

อาทิตย์ก่อนโน้นนนนนนนน ไปร้านชำขายของไทยใน china town หันไปเห็นน้ำพริกแกงฮังเลเข้าโดยบังเอิญ
ดีใจเกือบร้องกรี๊ดลั่นร้าน พุ่งไปหยิบมาทันทีหนึ่งห่อ เห็นเจ้าของร้านบอกว่าน้ำพริกห่อนี้เดินทางมาจากตลาดวโรรสเชียวนะ
เอาล่ะ จะมาจากตลาดวโรรส ตลาดต้นลำไย หรือ ตลาดต้นพยอม ก็แล้วแต่ ไม่สนหรอก เอาเป็นว่าชั้นได้กินแกงฮังเลแล้วแน่ๆ

แต่การทำแกงฮังเลในประเทศนี้จะให้มันเหมือนแกงฮังเลแบบในตลาดแถวบ้าน คงจะเป็นไปได้ยากมาก
พอๆกับการหาผู้ชายหล่อล้ำเลิศ perfect แต่ไม่เป็นเกย์ แถว west village
งั้นเราขอทำ แกงฮังเลแบบฮาๆ ก็แล้วกัน 55555
ไอ่คำว่า ฮา เนี่ยจริงๆ ได้สองความหมายเลยล่ะ ฮาแรก หมายถึง ตลก ๆ ขำๆ
แต่ ฮา สองเนี่ย เป็นคำเมือง ใช้เป็นคำบุรุษสรรพนามที่หนึ่ง เรียกแทนตัวเอง (ประมาณ กู ในภาษาไทยภาคกลาง)

จบวิชาภาษาศาสตร์ เริ่มห้องเรียนคหกรรม แสนสนุกกันดีกว่า
ได้น้ำพริกมาแล้ว ก็ไปหาเครื่องปรุงมาให้ครบบ้าง ไม่ครบบ้าง ดังต่อไปนี้

เนื้อหมู…กะเอาว่า กินกันกี่ชีวิต เอาปริมาณแค่พอกินน่ะ เราใช้เนื้อ loin แบบไร้มัน ไม่ใช่สามชั้นแบบที่คุ้นตา
ไม่ใช่เพราะกลัวอ้วนอะไรหรอกนะ แต่เพราะเราไม่ชอบกินพวกไขมัน หนังสัตว์ อะไรพวกนั้นมากกว่า มันแบบว่า ไม่น่ากินน่ะ

ขิงซอย.. หอมแดง.. ถั่วลิสง..น้ำตาลมะพร้าว..น้ำมะขามเปียก..ซีอิ้วดำหวาน หาได้เท่านี้
จริงๆต้องมีกระเทียม น้ำกระเทียมดอง อะไรประมาณนี้นิดหน่อย แต่ขี้เกียจซื้อ เพราะไม่กินกระเทียม
น้านนนนนนนนน แกงของฮา สุดฤทธิ์

ขั้นตอนการทำแบบฮาๆ มีดังนี้
หั่นหมูเอามาหมักกะเครื่องแกง ใส่ซีอิ้วดำหวาน เพิ่มสีสันและรสชาติ ดีกว่าเครื่องปรุงมันมีไม่เยอะนะเนี่ย
แต่แค่เนี้ยก็ทำเอาครัวเล็กๆของเรา ของแน่นเนืองนองไปหมด ปกติก็ของเยอะจะแย่อยู่แล้ว
ส่วนขั้นตอนการทำก็ไม่ยากอะไร เอาหมูลงผัดให้พอหอมๆ และดูสุกๆ เติมน้ำเปล่า กะให้พอเกือบๆท่วมหมูนิด
ใส่น้ำเยอะมากเดี๋ยวจะกลายเป็น สตูว์หมูไปซะงั้น ต้มต่อแล้วเติมหอมแดง ขิงซอย ถั่วลิสง
ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงสองอย่างที่มี ให้ออกรสหวานนิด เปรี้ยวหน่อยๆ
เสร็จแล้วค้า………..แกงฮังเลแบบฮาๆ ของเรา
ตอนนี้ก็ขาดแค่ข้าวเหนียว น้ำพริกหนุ่ม แคบหมู..ไส้อั่วเท่านั้น (เท่านั้น ตรงไหนมิทราบ เยอะนะนั่นน่ะ)

กินเสร็จ……..อยากกลับเชียงใหม่ใจจะขาด คิดถึงดอยจัง

 

กำลังบ้าทำไอติมชาเย็น กันยายน 3, 2008

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 5:57 pm

แม้ว่าชาวบ้านชาวเมืองเค้าจะเลิกsummer และเตรียมตัวรับ Fall กันแล้ว
แต่เรายังหมกหมุ่นอยู่กับ summer ด้วยการทำไอติมชาเย็นอยู่ ไม่ยอมเลิกลา
หลังจากเกิดความบ้าดีเดือดพุ่งไปซื้อเครื่องทำไอติม,hand mixer และอุปกรณ์ต่างๆนานา หมดไปร้อยกว่าเหรียญ
จะเป็นเพราะว่า ว่างงาน ไม่มีอะไรทำ อยู่เฉยๆ ก็ไม่ใช่ ชีวิตก็ยุ่งวายพอดูอยู่แล้ว
ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าตอนนั้นคิดอะไร ถึงได้หาเรื่องให้ตัวเอง…………ทำโน่นทำนี่ มากมายขนาดนี้

เอาล่ะไหนๆ ก็หลวมตัวไปแบกมันมาแล้ว (เพื่อนเป็นคนแบกให้ต่างหาก) โครงการปั่นไอติมชาเย็นของดิฉันก็กลายเป็นฝันที่เป็นจริง
สองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา จึงเป็นเวลาแห่งการหมกหมุ่นอยู่กับไอติม ไอติม และไอติม
ทดลองสูตรที่ได้มา แล้วลดโน่น เติมนี่ จนออกไปเป็น ไอติมชาเย็นอย่างที่ตั้งใจ……
ด้วยมีเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในการชิมอยู่นับสิบชีวิต….ใครผ่านเข้ามาในชีวิตเราตอนนี้ ต้องเจอประโยคเด็ด “กินไอติมมั้ย” 5555
โอเค คุณอาจจะดีใจที่ได้กินไอติมฟรี แต่หลังจากกินแล้ว ต้องนั่งตอบคำถามจากเราอีกยาวยืด
ประมาณว่า หวานไปไหม ชาเข้มพอยัง อร่อยเปล่า เนื้อไอติมเป็นไง ฯลฯ….มากมาย นี่ไง ถึงเรียกว่า เหยื่อชิมไอติม
ช่วยไม่ได้นะ หลวมตัวมากินแล้ว เหอๆๆ

กะว่าถ้าไอติมชาเย็น รสชาติลงตัวเมื่อไร เป้าหมายต่อไปคือ ไอติมกะทิรวมมิตร
ทำให้หายบ้ากันไป จริงๆการทำไอติมก็ช่วยให้จิตใจเราสงบ หายบ้า ลดอาการฟุ้งซ่านลงไปได้เยอะมากจริงๆแหละ
เพราะทุกครั้งที่เกิดอาการประมาณนี้ จะออกไปหาซื้อไอติมมากิน แต่ช่วงนี้ลดน้ำหนักไง ก็เลยเปลี่ยนแนว
จากกินไอติม เปลี่ยนมา ทำไอติมซะเลย ไม่ต้องกิน ไม่ต้องอ้วน แถมยังสนุกสนานกว่าการกินไอติมเยอะ
แม้ว่าระหว่างทำก็ต้องชิมบ้างอ่ะนะ แต่ก็แค่ช้อนสองช้อน ไม่ได้มากมายหนักหนาอะไร เหอๆๆๆ

ก็ได้แต่หวังว่า การทำไอติมจะช่วยให้จิตใจเราอยู่กับเนื้อกับตัวมากขึ้น ไม่ลอยไปลอยมา ไร้สติอย่างที่ผ่านๆมา
หวังว่านะ แต่ได้ข่าวว่า เมื่อวานก่อนเพิ่งจะลืมกุญแจไว้ในห้องตัวเอง เข้าห้องก็ไม่ได้ งัดก็ไม่ได้
จนต้องเรียน lock smith มาเปิดประตูให้ เค้าก็พุ่งมาให้อย่างเร็ว และทำงานเรียบร้อยเป็นมืออาชีพดีมากกกกกกก
แต่ก็ต้องเสียค่ามืออาชีพเปิดประตูห้องไป 160 เหรียญถ้วนๆ ไม่รวมค่ากลอนประตูอันใหม่ อีก 10 เหรียญ
หายบ้าไปเลยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
นี่แหละ ผลของอาการไร้สติ เศร้าใจกับชีวิตตัวเองจริงๆ เล๊ยยยยยยยยยยยยยย

 

ลอง “กินเพื่ออยู่” ดูบ้างมั้ย สิงหาคม 9, 2008

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 8:02 am

ช่วงนี้วิถีชีวิตการกินผิดแปลกไปจากเดิม…มากกกกก ก็ไม่ใช่น้อยนะ เพราะหันมาเอาใจใส่เรื่องการกินมากขึ้นกว่าเดิม
เลิกนิสัยการกินไม่คิด..หรือ กินแบบลืมไปว่า ยังไม่ตายวันนี้ ไม่ต้องกินล้างกินผลาญ ให้มันตายกันไปข้างหนึ่งขนาดนั้นก็ได้

หลังจากหันมากินเต้าหู้ ผัก และผลไม้ให้มากกว่าเดิม รวมถึงพยายาม (ถ้าเป็นไปได้) ไม่กินอะไรหลังหนึ่งทุ่ม
ก็คงทำได้แค่ปรับนิสัยการกินขนมพวกแป้ง โน้นนั่นนี่ ประมาณพวกเค้ก ไอติม ไม่ถึงกับตัดขาด ตอนนี้มีกฎว่า สองอาทิตย์หนึ่งครั้ง
จะให้ตื่นแต่เช้าไปวิ่งในสวน ออกกำลัง ก็ไม่ใช่วิสัย ขี้เกียจตื่น ทำได้แค่ยืดเส้น ยืดสายไปเล็กๆน้อยๆ

แต่เนี่ยขนาดไม่ได้ไปออกกำลังกาย แต่เริ่มไม่กินแบบจริงๆจังๆ มาเกือบหนึ่งเดือนแล้วเนี่ย
ลดไปแล้ว ตั้ง 5 กิโลเชียวนะ ไม่น่าเชื่อ อาจจะเป็นเพราะอยู่เมืองนี้ต้องเดินเยอะกว่าเดิม ก็เป็นการออกำลังกายไปในตัวเหมือนกัน
แอบดีใจเล็กๆ กับกางเกงที่หลวมไปอย่างรวดเร็ว 555555555

อาหารช่วงนี้ จึงเน้นไปที่มื้อเช้า ที่พยายามกินผลไม้ โดยการพลิกแพลงอะไรนิดๆหน่อยๆ
อย่าง เอาโยเกิร์ตถั่วเหลือง มาผสมกับผลไม้ ตอนนี้ไปเน้นไปพวก berry เพราะหนึ่งราคาไม่แพงมาก และที่สำคัญ มันอร่อยดี
กินเป็นมื้อเช้า รู้สึกสดชื่น คึกคัก ดีเหมือนกัน ตามด้วยน้ำส้มแก้วเล็กๆ ซักแก้ว
แค่เนี่ย ก็ออกไปต่อสู้กับคนในเมืองนี้ได้อีกค่อนวัน เสร็จแล้วบ่ายแก่ๆ ค่อยหาอะไรกินเป็นเรื่องเป็นราว คือถ้าไม่ได้กลับมาทำกินเองนะ
แต่ถ้าอยู่บ้าน ก็ต้มเต้าหู้ กินกับผัก ไม่ก็ผัดบะหมี่ง่ายๆ กินกันไป…อิ่มแล้ว ก็พอ เลิกคิดจะออกไปหาขนม ไอติม บ้าบอกิน

กินเพื่ออยู่.. น่ะ.. ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน

แต่ แต่ แต่ แต่ ทั้งหมด ไม่ได้หมายความว่า เราจะอย่าขาดจากการหาของกินอร่อยๆนะ
ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ อย่าเด็ดขาด เรายังนิยมการกินของอร่อยอยู่ แต่อาจจะลดความบ้าดีเดือดลงไปบ้าง
อย่างน้อย ก็ ชีวิตที่ดีขึ้นในหลายๆด้าน ไม่รู้ด้านไหนบ้าง แต่น้ำหนักลด มันน่าจะดีกว่า น้ำหนักขึ้นดิ
ตั้งเป้าไว้อีก 10 กิโล…จะรอดมั้ยนะ เฮ้อออออออออ

 

ฝากไว้ก่อน… เดี๋ยวจะกลับมาเขียน กรกฎาคม 25, 2008

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 6:23 pm

ช่วงนี้เหนื่อยมากกกกก….. เขียนไม่ไหวแล้วววว
ไว้จะกลับมาเขียนเน้อ

———————————————————–

สี่วันผ่านไป หลังโหมทำงานแทบไม่ได้ลืมหูลืมตาแปดวันติด เป็นผลให้ความสุขและความรื่นรมย์ในชีวิต เหือดหายไปอักโข
วันนี้เพิ่งมีเวลาได้หายใจได้เต็มปอด นอนเต็มตื่น ส่งผลให้สมองโปรดโปร่งมากพอที่จะกลับมาเขียนเรื่องสนุกๆได้
เฮ้อออออออออ คราวหลังชั้นจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว..ชีวิตไร้ความสุขสิ้นดี
แถมยังไม่มีเวลา และเรี่ยวแรงเหลือออกไปเสาะหาของอร่อยกินเลย แต่ข้อดีคือ..น้ำหนักลดลงทันที ดีใจจัง
แต่ผอมแบบนี้ มันไม่ดีกับสุขภาพกาย และสุขภาพจิตเท่าไรนัก

เข้าเรื่องที่ติดค้างไว้ มีสองชุดด้วยกัน หนึ่งคือ ข้าวแกงกะหรี่หมูทอด เจ้าอร่อยที่เราไปชิมมา แล้วติดใจกันสุดๆ
ร้านนี้อยู่ Midtown west เป็นร้านเล็กๆ ชื่อ Go! Go! Curry เป็นสาขามาจากญี่ปุ่นอีกเช่นเคย ได้ข่าวว่าที่ญี่ปุ่นมีตั้ง 20 สาขาเชียวนะ
ร้านนี้ขายแต่ข้าวแกงกะหรี่อย่างเดียวเท่านั้น (เอาดีอย่างเดียวเลย) แต่มีเนื้อให้เลือก ทั้งกุ้ง หมู และไก่
หรือใครเลือกไม่ถูก (แถวบ้านเรียกตะกละนั่นแหละ)จะสั่งรวมแบบ Grand Slam ก็ไม่ว่ากัน ก็เพิ่มเงินกันไป
ใครอยากกินหน้าอะไรก็เดินไปสั่งที่เคาเตอร์ แบบ Fast food แล้วก็บริการตัวเอง ทำให้ไม่ต้องรอนาน ราคาก็ไม่แพงมาก

เราสั่งหน้าหมูทอดมากิน..ชิมแล้วพบว่า…อืมมมมม ต้องอย่างนี้ซิ น้ำแกงที่ได้ข่าวว่าผ่านการเคี่ยวมาถึง 5 ชั่วโมง
มันเข้มข้น แต่ก็หอมละมุนอยู่ในตัว กินกับหมูทอดกรอบร้อนๆ แกล้มกะหล่ำสดซอยซะเป็นฝอยละเอียด…
นะ……ขอฝากตัวไว้เป็นลูกค้าประจำแทบจะทันทีที่กินไปแค่สองสามคำเท่านั้นแหละ
ที่สำคัญ……..เจ้าของร้าน หนุ่มญี่ปุ่นหน้าตาดี เท่เชียว นานๆจะเจอหนุ่มญี่ปุ่น น่ารักซะที
แหม…ต้องมากินบ่อยซะแล้ว Ha ha ha ha

ส่วนจานที่สองเป็นผลมาจากการเข้าไปอ่าน blog ของคุณ Udom
ที่เขียนถึงสุกี้เตาถ่านหัวลำโพง…แล้วความตะกละก็เข้ามาเยือน รุ่งขึ้นต้องออกไปแสวงหาเครื่องปรุงมาทำสุกี้ผัดซะงั้น
แล้วก็แจ่มมากที่แถวบ้านมีร้านเอเชีย..ที่หาเครื่องปรุงได้ไม่ยากนัก ทำให้ได้สุกี้หน้าตาไม่เลวจานนี้มาสนองตัณหาของเราได้
อืม แต่ช่วงนี้หันมากินเต้าหู้แทนเนื้อสัตว์ ก็เลยกลายเป็นสุกี้แห้งเต้าหู้แทนไป ซื้อของมา 10 กว่าเหรียญ ผัดกินได้ตั้งหลายวัน
ขนาดชวนเพื่อนมากินด้วยกันแล้ว ก็ยังเหลือโน่นนี่อีก..คุ้มจริงๆ
ทำอาหารกินเอง มันก็มีข้อดีตรงนี้แหละ ถูก ประหยัด ได้เครื่องปรุงส่วนผสมดั่งใจ ถึงมันอาจจะไม่อร่อยเท่ากินที่ร้าน
แต่มันก็ได้อารมณ์ และความสุขใจ มากกว่ากันเยอะเลย….เนอะๆๆๆ

 

กินปีกไก่แบบควายๆ กรกฎาคม 9, 2008

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 5:33 am

อาทิตย์ก่อนหนีไปน้ำตก Niagara falls กับเพื่อนอีกสองชีวิตขับรถขึ้นเหนือไปประมาณเจ็ดชั่วโมงได้มั้ง ก็แวะเล่นไปตลอดทางน่ะ
กว่าจะถึงน้ำตกก็เกือบๆจะค่ำ แต่ดีว่าช่วงนี้กว่าพระอาทิตย์จะตกดินก็ปาเข้าไปสองทุ่มกว่าๆ ได้ พวกเราเลยยังมีเวลาขับรถเล่นกันได้
มีเสียงลือว่า น้ำตกฝั่งแคนาดาสวยกว่า ทำให้ฝั่งโน้นดูคึกคักมีโรงแรม แสงสีสว่างไสว ผิดกับฝั่งอเมริกา ที่ดูเงียบเหงากว่า
แต่พวกเราไม่ลงทุนข้ามไปฝั่งโน้นหรอก ดูฝั่งนี้ก็สวยดี ที่สำคัญต้องทำเรื่องขอวีซ่าข้ามไปอีกตั้ง 200 จะบ้าเหรอ เก็บตังค์ไว้กินดีกว่า
จริงๆน้ำตกฝั่งนี้เราสามารถนั่งเรือ maid of the mist ไปดูน้ำตกแบบใกล้ชิดและเปียกปอน ได้ในราคาเพียง 12 เหรียญเท่านั้น
จ่ายแพงกว่าทำไม ฉะนั้นพวกเราเลยอยู่ฝั่งนี้แหละ

เดินหาของกินมื้อเย็นอยู่นาน สุดท้ายก็ไปตายที่ Hard Rock ซะอย่างนั้น เนื่องจากร้านอื่นๆเค้าได้ทยอยปิดตัวกันทั้งแต่สองทุ่มกว่าๆ
ไม่รู้จะรีบปิดกันไปไหน พวกเราเลยจำใจต้องกินที่ HRC เรื่องรสชาติและราคา ก็ไม่เลวร้าย อร่อยพอประมาณ แต่ไม่ใช่มื้อประทับใจ
เพราะพวกเราต้องรีบวิ่งออกมาดูพุที่ริมน้ำตกตอนสี่ทุ่ม และดีมาก เพราะจุดจากฝั่งแคนาดา พวกเราเลยดูกันเปรมไปเลย

สนุกสนานกับสายน้ำกันจนฉ่ำใจแล้ว แผนการณ์ “พาควายกลับบ้าน” ก็เริ่มขึ้น เพราะเราวางแผนว่าจะไปต่อกันที่ Buffalo นั่นเอง
เชื่อว่ากว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของนักท่องเที่ยวที่ไป Buffalo ต้องไปกิน Buffalo wing เหมือนพวกเราแหละ จะเหลือเหรอ
ชื่อมันก็บอกซะขนาดนั้น แล้วร้านที่เป็น The must ก็คือร้านที่เค้าว่าเป็นต้นตำรับอย่าง Frank&Teressa’s Anchor Bar
เราเคยสงสัยว่า ทำไมปีกไก่ ต้องชื่อ buffalo ด้วย เพราะมันใหญ่มาก เลยเป็น ปีกไก่ที่ใหญ่แบบควายๆ (คิดไปได้ยังไงยะหล่อน)
เปล่าจริงๆ เพราะมันมีต้นกำเนิดมาจากเมืองคุณควายต่างหาก

บรรยากาศของร้านดูอเมริกาชนมากๆ คนเยอะแน่นร้านสมกับเป็นร้านดังของเมือง รถจอดกันนองเนืองไปหมด
ดีว่าเราไปกันเร็วเลยไม่ต้องรอโต๊ะนาน และด้วยความหิว หรืออะไรดลใจก็ไม่รู้ เราสามชีวิตเปิดเมนูดูแล้ว
ก็สั่ง wing spicy BBQ จำนวน 50 ชิ้น ซึ่งเป็นชุดใหญ่ที่สุดของร้านมากินกัน 5555555555555555
ป้าคนรับออเดอร์สีหน้านิ่งสนิทมาก ไม่มีอาการตกใจหรือมีคำถาม หรือคำเตือนอะไรทั้งสิ้น
คงชินชากับนักท่องเที่ยว (บ้าๆ และไร้สติ) จนไร้ความรู้สึกใดๆไปแล้วน่ะ
เราว่าในใจป้าคงคิดว่า เชอะ นังหน้าโง่พวกนี้ เดี๋ยวเถอะพวกแกจะรู้สึก ชิชิชิ

แล้วเราก็พบว่า สิ่งที่พวกเราทำลงไป มันบ้าและไร้สติกันมากจริงๆ
เมื่อถาดสังกะสีขนาดใหญ่ที่บรรจุกองภูเขาปีกไก่ขนาดย่อมๆ ถูกยกมาวางลงที่กลางโต๊ะ ก็แอบตกใจกันพอเป็นพิธี
เพราะมันก็ดูเยอะด้วย แต่เรามั่นใจไร้สติกันว่า พวกเรารับมือกับมันได้หมด
แต่หลังจากเริ่มหยิบชิ้นที่เจ็ดเข้าปาก อาการอิ่มก็เริ่มขึ้นแบบไม่น่าเชื่อ ว่าปีกไก่แค่นี้จะทำให้อิ่มได้ขนาดนี้

เพราะว่าไปชิ้นมันก็ไม่ได้ใหญ่มาก ปากกว้างกว่าท้องจริงๆ นี่แหละ ที่มาของการ “กินปีกไก่แบบควายๆ” ของพวกเรา
สุดท้ายต้องขอกล่องจากป้าหน้านิ่งคนเดิม แล้วคุณป้าก็เหมือนประชด ขอไปสองกล่อง ป้าเอามาให้สี่กล่อง
เหมือนเป็นการด่าทางอ้อมว่า เห็นมั้ย ชั้นกะแล้วว่าพวกแกต้องกินไม่หมด (พร้อมกรีดเสียงหัวเราะเย้ยอยู่ในใจ)
เชอะ…กลัวซะที่ไหน

และคงมีคนอย่างพวกเราอยู่เยอะพอสมควร ทำให้สถิติการขาย wing ตั้งแต่เปิดร้านนี้มาเนี่ย พุ่งสูงถึง 246.8 ล้านชิ้นแล้ว
มีป้ายประกาศเด่นอยู่หน้าร้านกันเลยทีเดียว เฮ้ออออออออออ จบงานนี้คงหยุดกินไก่ไปซักสาม สี่เดือน
จริงๆ เมืองนี้เค้ามีอะไรดีๆ มากกว่าปีกไก่อีกตั้งเยอะ เอาไว้มาต่อคราวหน้าก็แล้วกัน

 

30 ROCK!!!!! กรกฎาคม 6, 2008

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 5:37 pm

วันนี้ขอไม่เกี่ยวกับอาหารซักวันก็แล้วกัน เพราะมันเป็นวันพิเศษสำหรับเรา
หนึ่งปีมีครั้งเดียว…ขอบ้าซะหน่อย
แม้จะถูกเสียงกระจิบกระจอก..เสียดสีถึงการที่อายุเพิ่งมากขึ้นอีกหนึ่งปี….
เชอะ เชอะ เชอะ เชอะ เชอะ เชอะ เชอะ เชอะ เชอะ เชอะ เชอะ เชอะ เชอะ
30 แล้วไงโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย (พวกแกก็ต้องมีวันนี้เหมือนกัน ยกเว้นจะอยู่ไม่ถึงกัน เหอๆๆ)
ก็แค่เดินทางมาถึงเกือบครึ่งชีวิตแล้วเท่านั้นเอง (เอออออออออออ.. นานเหมือนนะเนี่ย)

ปีนี้ไม่มีเค้ก ไม่มีงานฉลอง (ทำอย่างกับที่ผ่านมาแกเคยมีอย่างนั้นแหละ)
แต่เรากะว่าคืนนี้จะเปิดแชมเปญ ฉลองให้ตัวเองซักขวด ฉลองให้กับศักราชใหม่ของตัวเอง 555

อืม ชีวิตเลข 3 ของเราจะเป็นยังไงต่อไปก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ รู้สึกตะหงิดๆ ว่าจะเหมือนในเรื่อง 30 Rock 5555
ด้วยสถานการณ์น่ะ ไม่ใช่ด้วยอาชีพแบบนั้น เพราะชั้นคงจะไม่กลับไปทำงานแบบ Tina Fey อีกแล้ว
แต่ดูแล้วก็ขำดีนะ เรื่องนี้ ขำๆ ขื่นๆ ชอบกล

แล้วไอ่การที่ชั้นจะชอบฟังเพลง Joni mitchell ก็ไม่ได้เพราะอายุ 30 ซะหน่อย ชอบมาตั้งแต่สมัยปี 2 แล้ว
ชอบฟังเพลงอะไร มันเกี่ยวกะอายุตรงไหนมิทราบยะ ถึงชั้นจะชอบเปิด Both Sides now
แต่ชั้นก็ยังหลงรัก Yeti , The Kills (โดยเฉพาะเพลงsour cherry ฟังได้ไม่มีเบื่อ)
หรือ Mumm-ra (วงที่ใครบางคนถามว่า วงเตี้ยยยย อะไรของมึง)

ฉะนั้น การที่ชั้นจะชอบ Joni mitchell ก็ไม่ได้หมายความว่าชั้น “แก่” โว้ย เข้าใจมั้ยยยยยยยยยยย
เซ็งงงงงงง ว่าจะไม่พูดถึงคำแสลงหูแล้วนะ อดไม่ได้ซะงั้น

ว่าแล้วก็เอา Don’t Go Back To The One You Love เพลงใหม่ของ yeti มาโปรโมทซะเลย เหอๆๆ
จริงๆเพลงโปรดของเราคือ never lose your sense of wonder แต่เพลงใหม่ก็โอเคนะ น่ารักใช้ได้เลย
ดีใจจริงๆ ที่วันนี้ไม่วกเข้าเรื่องอาหารได้….เฮ ๆๆ สำเร็จแล้ว

 

กินเส้น(อีกแล้ว) & ดูน้ำตกที่brooklyn bridge มิถุนายน 27, 2008

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 5:46 am

สองเรื่องควบก็แล้วกัน ไม่รู้จะเขียนแยกกันทำไม เริ่มที่เรื่องกินก่อน หลังจากพักการกินราเมนไปสามวัน (นานมากกก)
เราก็ลากเพื่อนเจ้าเก่าคนเดิมไปกินราเมนกันอีก…สงสารมันจัง แต่ก็ดูจากสีหน้าของมันแล้ว มันก็ดูมีความสุขดีนะ (คิดไปเอง)
แน่นอนไปโผล่แถว St.mark เหมือนเดิม ช่วยไม่ได้ที่ต้องเป็นแถวนี้ ก็ไอ่ถนนสายสั้นเนี้ย มันอัดแน่นไปด้วยร้านญี่ปุ่นเด็ดๆไง

เราเลือกไปกินที่ร้าน go restaurant เพราะอยากไปกิน miso ramen เปลี่ยนรสชาติดูบ้าง ดูซิว่าน้ำข้นจะอร่อยกว่ามั้ย
อย่างคราวก่อนที่กิน Shio ramen เนี่ย มันออกเค็มๆ คือ shio หมายถึง เกลือ รสเลยออกไปทางเค็มนำหน้า
แต่ใช่ว่า miso จะไม่เค็มนะ ไอ่ถั่วหมักเนี่ย มันก็เค็มอยู่ แต่เค็มของญี่ปุ่นเนี่ย มันมีระดับอยู่เยอะ เรียกว่ามหาศาลอ่ะ
ฉะนั้น มันต้องต่างกันอย่างแน่นอน ว่าแล้ว ก็สั่ง miso ramen มาชิมซะเลย

miso ของเจ้านี้เค้าเป็นแบบ supporo เมืองที่เป็น mecca of ramen อ่ะนะ เค้าว่ากันอย่างนั้น
ฉะนั้นเรื่องราเมนของเค้าน่าจะไว้ใจได้ ดูจากน้ำข้นๆที่ใส่มาเต็มชาม มีงาป่นมาด้วย เลยยิ่งดูข้นแบบมีเนื้อหนัง
บวกกับได้ความหวานของข้าวโพดที่ใส่มา เลยช่วยให้น้ำซุปของเค้าทั้งหอมและหวานจริงๆ อร่อยมากกกกกกกก
อืม เราชอบแบบ miso มากกว่า shio ซะแล้วล่ะ เพราะมันได้ใจดี เส้นก็นุ่มๆเหนียวๆ ใช้ได้เลย
แต่กินๆไปดั๊น คิดถึงบะหมี่ส.รุ่งเรือง (หรือ รุ่งโรจน์ ไม่รู้จำไม่ได้มีสองร้านติดกัน) ในตลาดนางเลิ้ง ขึ้นมาซะงั้น
ก็เส้นบะหมี่ของเค้าอร่อยที่สุดเลยอ่ะ ว่าแล้วก็อยากกิน
อ้อ….ค่าตัว miso ramen จานนี้อยู่ที่ 8.50 ก็โอนะ ราคากลางๆ ประมาณนี้เกือบทุกร้านแหละ
ส่วนไอ่เพื่อนเรา มันก็สั่งข้าวแกงกะหรี่มากินกันตาย คือมันกินราเมนแล้วไม่อิ่ม ก็เลยต้องกินข้าวแกงกะหรี่หน้ากุ้งทอด
ออกมาหน้าตาดีใช้ได้เลยน่ะ น้ำแกงก็อร่อย ให้มาเยอะเชียว แต่กุ้งทอดอ่ะ นอนนิ่งๆ มาแค่สองตัวเอง

ส่วนเมื่อหัวค่ำที่ผ่านมาไม่ได้กินอะไรเลย นอกจากเท Dr.pepper (diet นะยะ) ลงท้องไปครึ่งขวด ที่เหลือเดินมันอย่างเดียว
ไปเที่ยวดูน้ำตกกลางเมืองมา เพิ่งเปิดวันนี้วันแรก รอมาหลายอาทิตย์แล้ว เปิดปุ๊บดิชั้นก็วิ่งหน้าตั้งไปเจิมเป็นพิธีซะเลย

น้ำตกที่ว่า เป็นน้ำตกเทียม เรียกซะ เป็นน้ำตาเทียมเลยกู เออ…เค้าใช้คำว่า monumental waterfall installations
ไม่รู้ล่ะ จะน้ำตกเทียม หรือ น้ำตกจำลอง ก็ว่ากันไป แต่มันก็คือ น้ำที่ตกลงมาจากที่สูงอ่ะ สูงมากๆซะด้วย
เค้าสร้างไว้ทั้งหมด 4 ที่ มีที่ใต้สะพาน brooklyn ส่วนก็อีกสามกัน ก็ริมน้ำถัดๆกันไปนั่นแหละ มองก็เห็นกันอยู่ริบๆ
แต่จะให้เห็นทั้งหมดก็ต้องเดินขึ้นไปดูบนสะพาน แต่ก็จะไม่เห็นอันใต้สะพานนะ 555 เลือกเอาเอง

แต่คนอย่างเรา ไม่เลือก เพราะจะเอาทุกอย่าง ดิชั้นดูข้างล่างแล้ว ก็เดินขึ้นไปดูบนสะพานด้วย เอากะมันซิ
ประเด็นคือ ยืนดูริมฝั่งไม่สวยอย่างที่ใจคิด เลยไปมันทุกมุมที่ไปได้ซะเลย ยกเว้นนั่งเรือดูอ่ะนะ (งกน่ะ ชั้นจะดูฟรีเท่านั้น)
หลังจากวิ่งดูมันทั้งมุมเสยก็แล้ว มุมกดก็แล้ว มุมสูงก็แล้ว เออ..มันก็ยัง……..ดูรูปเองก็แล้วกัน

ไม่ได้ถ่ายแบบสร้างภาพมาด้วยนะ เอาจริงจัง เหมือนตาเห็นมาเลย เพราะใน webเค้าทำแบบสร้างภาพมากๆ
สร้างไว้ซะสวย ทำเอาเราคาดหวังกะมันไว้อย่างแรง ไม่เชื่อเข้าไปดู ที่นี่ www.nycwaterfalls.org
แต่ก็ไม่อยากไปว่าเค้าน่ะ เค้าอุตส่าห์ทำมาให้ชาวเมืองนิวยอร์คได้มีน้ำตกใหญ่ไว้ดูกันเพลินๆ ก็หมดไปหลายอยู่
แถมอีตา Olafur Eliasson ศิลปินคนสร้างเนี่ย ก็ดังอยู่ไม่เล่น งานเค้าเยอะมากๆ แล้วก็เด็ดๆ ทั้งนั้น จริงๆก็ไม่ได้รู้จักอะไรเค้ามากมายหรอก
แต่เพราะว่าเราเคยดูงานของเค้าที่ชื่อ weather Project ตอนปี 2003 ใน Tate modern london มาก่อน เลยคุ้นๆหู
ไม่น่าเชื่อว่า จะได้ดูผลงานของอีตาคนนี้ที่ New York อีกแล้ว ตามหลอกมาหลอนชั้นจริงๆ เล๊ย
(แหม ได้ดูงานเค้า เป็นบุญตาของหล่อนมากกว่านะยะ ทำเป็นมาพูดท่าโน้นท่านี้ น่าหมั่นไส้จริงๆ)

หงุดหงิดใจเลยหันไปนั่งเรือข้ามฟาก ไปเดินเล่นที่ ikea สาขาใหม่ แถว red hook, brooklyn
555 แน่นอน เค้าใจดีจัดเรือให้ลูกค้า ikea นั่งเรือไป Freeeeeeeeeeeee!!!! แต่ไปเสียตังค์ที่ ikea แทนไง เหอๆๆ
สรุปว่าชั้นก็ข้ามไปข้ามมาระหว่าง brooklyn กะ manhattan สองเที่ยว บ้าไปแล้วกู แต่ก็คุ้มนะ
เพราะได้เห็นวิวสวยๆ ของเกาะ จากมุมบนเรือด้วย ลมเย็นๆบนดาดฟ้าเรือ..ชวนให้อยากไปทะเลจริงๆ
เฮ้อออออออออออออออออออออออ

ปล. คิดถึงโซดาน้อยมาก

 

เดินสาย “กินเส้น” มิถุนายน 22, 2008

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 5:01 am

เข้าใจนะว่าตอนนี้อยู่กับชาวบ้านหัวทอง แต่ขอกินอาหารของชาวบ้านใกล้เรือนเคียงอย่าง ญี่ปุ่น ให้ซะแก่ใจก่อนก็แล้วกัน
ว่าแล้ว ชมรม “คนกินเส้น” ก็ออกการปฏิบัติการณ์ไล่ล่าหา ราเมน อุด้ง หรือ บะหมี่สัญชาติปลาดิบกินอย่างจริงจัง

เราเริ่มจากสืบหาร้านอร่อยจากย่านต่างๆ ทำเป็น list ใส่สมุดคู่มือนักกินเอาไว้ (ได้ข่าวว่า มันกำลังลดน้ำหนัก)
อืม..ก็ได้เยอะอยู่ แต่จะกลัวไปไหน ไม่ได้ตายวันนี้พรุ่งนี้ ค่อยๆไล่ชิมไปทีละร้าน ก็ไม่เสียหายนี่นา เนอะๆๆ

ร้านแรกที่เราลากเพื่อนไปกินด้วยกัน ชื่อ naruto ramen แค่ชื่อก็บอกว่า สนุก (เหอๆ ตลกซะงั้น นั่นมันการ์ตูน ไอ่บ้า)
ก็เห็นๆกันอยู่ว่าต้องได้กินไอ่ลูกชิ้นปลารีๆ ที่เส้นวงๆสีชมพูตรงกลางนั่นแหละ เป็นที่มาของชื่อร้านเค้าด้วย
จริงๆได้ข่าวว่าร้านนี้เพิ่งเปิดได้ไม่นานนัก แต่รสชาติน้ำซุปอร่อยมาก เลยติดตลาดเร็ว ด้วยเหตุนี้เราจึงเลือกไปร้านนี้ก่อนใคร
ออกตัวไปตั้งแต่ยังไม่ค่ำ เพราะกลัวว่าคนเยอะ เพราะร้านนี้เล็กมาก มีที่นั่งแค่ 16 ที่เท่านั้น ฉะนั้นการไปเร็วก็จะดีกว่า
ไม่ต้องไปเข้าแถวรอ และที่สำคัญเวลาไปกินราเมน ไม่ควรไปกันเกินสามคน หนึ่งหรือสองคนก็พอ จะได้ที่นั่งเร็วกว่าด้วย
และเนี่องจากทำการบ้านมาดี เราไปถึงร้านแบบไม่หลงทาง และได้ที่นั่งกินอย่างรวดเร็ว รอไม่ถึงห้านาทีเท่านั้น

พุ่งเข้าไปนั่งปุ๊บก็สั่งเลย แน่นอน มันคือ Naruto ramen นั่นแหละ จะเป็นอะไรไปได้ รอไม่นานมากหรอก
ราเมนชามโตก็ลอยมาอยู่ตรงหน้า หน้าตาดีใช้ได้เลย ขั้นแรกต้องชิมน้ำซุปก่อน (เห็นดังนัก)
อืมมม….หอมกลมกล่อมดี อ่านจากที่เค้าเขียนๆกันไว้ เจ้าของร้านให้สัมภาษณ์ว่า ใช้น้ำซุปถึงสามชนิดรวมกัน
ทั้งน้ำซุปหมู ผสมกับซุปไก่ และน้ำซุปเครื่องทะเล แถมยังบวกกับ สาหร่าย โน่นนั่นนี่ ..ก็ว่ากันไป
แต่ก็อร่อยจริงๆแหละ ออกเค็มนิดๆ หอมๆ ดี ยิ่งตอนตักมากินพร้อมกับไข่แดงที่สุกนิดๆ มันยิ่งหอมมัน ไปกันใหญ่เลย
พอน้ำซุปอร่อย เส้นราเมน chashu หรือ ไอ่หมูหมักชิ้นๆ มันก็พลอยอร่อยไปด้วย แต่ชาชูร้านนี้ไม่ค่อยนุ่มเท่าไร
คือเหมือนเนื้อยังไม่เปื่อยนุ่มได้ใจ เหมือนชาชู ร้านอื่นที่เราเคยกินมา เอาเป็นว่าร้านนี้ยกให้น้ำซุปก็แล้วกัน

Naruto ramen

ถัดจากนั่นอีกสามสี่วัน เราก็วิ่งไปหาราเมนกินอีกแล้ว ด้วยเพราะหนีไปเที่ยวทะเลที่นิวเจอร์ซี่กับเพื่อนมา
กลับมาพบว่า หวัดรับประทาน ฉะนั้นโอกาสนี้แหละ เหมาะแล้วที่จะไปซดราเมนร้อนๆ ฆ่าเชื้อหวัดให้ตายซะ
ร้านที่เราเลือกเป็นหมอรักษาหวัดคือ ร้าน Ramen Setaga-ya
ร้านนี้เป็นร้านดังจากบ้านเกิดมาเปิดสาขาที่นิวยอร์ค ทำให้มีชาวบ้านทั้งหัวดำและหัวทอง แห่แหนมากินกันเนื่องแน่น
แต่ด้วยหลักสูตรกินแต่เช้า กินคนเดียว อย่างเรา ทำให้ได้ที่นั่งแบบเร่งรัด ข้ามหัวคนที่เข้าแถวเข้าไปอย่างสะดวกสบาย
เมนูที่เราเลือกกิน เป็น Shio Ramen เพราะจะเอากลิ่มหอมซอยๆกับน้ำซุปร้อนๆ มาช่วยล้างคอกับจมูกให้โล่งๆ ไง

ร้านนี้ราคาแพงกว่าชาวบ้านไปนิดหน่อย เพราะเค้าโฆษณาว่า เครื่องปรุงเนี่ยนะ เอาข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากญี่ปุ่นเลยนะ
จะเชื่อดีมั้ยนะ เหมือนถ้าเป็นอาหารไทย แล้วบอกว่าเครื่องแกง หรือน้ำมันหอย เนี่ยนะ เอามาจากเมืองไทยเชียวนะเธอ
เออ..มันก็ต้องอย่างนั้นแหละ คือฝรั่งมันมีที่ไหนล่ะ มันก็ต้องเอามาจากบ้านตัวเองทั้งนั้นแหละ แหมๆ จุดขายบ้านเชียว
แต่เรื่องความอร่อยเนี่ย…ก็โอนะ สมคำโฆษณา โดยเฉพาะชาชู นุ่มละมุน แทบไม่ต้องเคี้ยวเลย
ใช้คำว่า ละลายในปาก แบบที่เค้าชอบพูดกันได้เลย ร้านนี้เลยได้คะแนนที่เนื้อชาชูไปเต็มๆ แบบเต็มสิบให้สิบเต็มไปเลย

เอาไปสองร้านก่อน
ขบวนการ “คนกินเส้น” ยังไม่จบง่ายแค่นี้
ยังมีร้านใน list อีกเป็นสิบๆ เฮ้ออออออ…เอาน่า ยังไงก็เป็นซุปๆ เส้นๆ ไม่อ้วนไปกว่านี้หรอก (ปลอบใจตัวเอง)
บ้าจริงๆเลย คือ ชอบกิน แต่ดันอยากผอมเนี่ย มันช่างขัดกันอย่างรุนแรงมากๆ
ช่วงนี้เลยบ้าฟังเพลงนี้อ่ะ “ขาหมู” ของ tattoo colour ช่างได้อามรณ์อะไรอย่างนี้ก็ไม่รู้

 

รสชาติของเมือง “หมานครนิวยอร์ค” มิถุนายน 15, 2008

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 6:33 am

เกือบจะสองอาทิตย์แล้ว เข็มเวลาในเมืองนี้เดินแกมวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่อย่าคิดนะว่าเราจะตามไม่ทัน
แม้จะต้องออกวิ่ง มันก็ยังดีกว่าปล่อยให้มันแซงเราไปอย่างไม่รู้ตัว เหนื่อยนะ แต่กลัวที่ไหน

นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ในห้องเล็กๆ มองเห็นตึกอิฐสีแดง ดูเหมือนจะเท่
ใช่ซินะ แค่คำว่านิวยอร์ค ใครที่ได้ยินก็รู้สึกว่า มันดูหรูเก๋ เท่ขรึม ซะเหลือเกิน
ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่ามันจะจริงอย่างที่เค้าบอกหรือเปล่า หลายอย่างมันก็เป็นแค่ภาพลวงตา
แต่เราน่ะ รู้สึกสนุกกับการออกสำรวจเมืองนี้เอามากๆเลยทีเดียว
แน่นอน…โดยเฉพาะของกิน

มาถึงวันแรกเพื่อนทั้งสองพาไปฉลองที่ร้าน “ศรีประไพ” เค้าว่าเป็นร้านอร่อยประจำย่านนี้
เราเองก็ได้ยินชื่อร้านนี้มานานนับปี ตั้งแต่มาถึงประเทศนี้ใหม่ๆ แต่ยังไม่มีโอกาสได้มาชิมซะที
วันแรก ฤกษ์ดีไปประเดิมกันซะเลย แล้วก็สั่งแบบไม่คิดกันเลย อยากกินไร สั่งมากินซะให้หายอยาก เริ่มด้วย

ยำผักบุ้งกรอบ เป็นจานที่ขึ้นชื่อของร้านนี้มากๆ มีคนเขียนชมเยอะ ขนาดเชฟร้านดังๆ ยังเขียนแนะนำด้วย ธรรมดาที่ไหน
แต่พอได้ชิมแล้วก็ไม่แปลกใจ อร่อยมาก ดีใจจังที่ได้กินอาหารไทยอร่อยๆ แบบคุ้นลิ้นในถิ่นนี้
ผักบุ้งกรอบกำลังดี กินกับน้ำยำรสชาติเผ็ดนิดๆ ได้กลิ่นหอมแดงทอดหน่อยๆ อืมมมมมมมม

จานที่สอง เป็นสิ่งที่ถวิลหามานาน นั่นคือ ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่
รสชาติโอเค ไม่ถึงกับโดดเด้ง แบบคั่วไก่ซอยแปลงนาม แต่ก็ฝากชีวิตไว้ได้ในยามนี้
จะเอาให้มันได้ขนาดนั้น ก็คงยากอยู่นะน้องนะ

จานที่สาม และสี่ เป็นทอดมันกุ้ง และ ปลาทอดยำมะม่วง
สองจานหลังเนี่ย ออกแนวสั่งไม่ยั้งคิด แต่ตอนสั่งก็มั่นใจว่า เราสามคนสามารถรับมือได้หมด
แล้วไง ก็หมดจริงๆ จะเหลือเหรอ กินอาหารอร่อยแกล้มวงสนทนากับเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันนานนับปี…
มันช่างเป็นรสชาติที่เกินจะบรรยายได้จริงๆ มื้อแรกของพวกเราจบลงอย่างอิ่มเอมและสวยงาม

แต่วันต่อมา เราพบว่า ตัวเรานั๊นนนน ใหญ่เกินไปสำหรับเมืองนี้
ขบวนการบีบตัวให้เล็กแบบรีบด่วนจึงเริ่มต้นขึ้น ณ วันที่สองเท่านั้นเอง เหอๆๆ
แผนการชิมแหลก แดกไม่ยั้ง อย่างที่วาดฝันเอาไว้ต้องผังทลายลงอย่างเหงาๆ
แล้วขนเอาผัก ผลไม้ โยเกิร์ต และเต้าหู้ มาใส่ในตู้เย็นแทนสิ่งที่ควรจะเป็น
แต่สัญญากับตัวเองไว้ว่าอย่างน้อยทุกๆหนึ่งกิโลที่ลดลงไป
เราจะให้รางวัลกับตัวเองด้วยอาหารอร่อยๆ ในร้านที่หมายตาเอาไว้หนึ่งมื้อ
สัญชาตินักกินอย่างเรา ให้ตายยังไง ก็ต้องกินอ่ะ ไอ่เรื่องผอมเนี่ย มันก็เรื่องใหญ่อยู่
ยังไงก็ต้องจัดสรรให้กิเลสทั้งสองนี้ปรองดองกันให้ได้อยู่ดี ไม่ทางได้ก็ทางหนึ่ง
ก็ต้องรอดูกันต่อไป ว่ามันจะทำไปได้ซักกี่น้ำ….เฮ้ออออ