Eat-aholic

Test it…Feel it by yourself

กินไก่โก้..รับมือไข้หวัดโก้ พฤษภาคม 15, 2009

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 5:08 am

102_2341

ขอสารภาพว่าจริงๆช่วงนี้ไม่ได้ยุ่งแล้ว อาการป่วยทางระบบหัวใจก็เข้มแข็งขึ้นมาก แต่ที่ห่างหายและไม่ได้มาเขียนblogนี้เลย
เพราะติด facebook อย่างแรง…เล่นทั้งเกม เล่นทั้งquiz กัดจิกกันเองระหว่างเพื่อนไปมา จนลืมกินข้าวกินปลาไปเลยก็ทำมาแล้ว
เมื่อกี้เพิ่งมีโอกาสทักทาย KhunT ผ่าน facebook ก็เลยนึกขึ้นได้ว่า ไม่ได้แวะเข้ามาบ้านนี้ระยะหนึ่งแล้ว สำนึกผิดขึ้นมาทันที
ว่าแล้วก็…เขียนซะเลย

เล่นเรื่องฮิตตอนนี้เลยดีกว่า ช่วงนี้ไข้หวัดใหญ่ H1N1 (ชื่อใหม่อย่างเป็นทางการ)กำลังระบาด เมื่อเย็นเค้าเพิ่งประกาศปิดโรงเรียนไป 3 ที่
เรารู้สึกว่ามันคงระบาดไปอีกพักใหญ่แน่ๆ ก่อนหน้านี้เค้าก็เรียกกันว่า ไข้หวัดเม็กซิกัน ไข้หวัดหมู swineflu อะไรกันต่างๆนานๆ
แล้วแต่จะเรียกกันไป แต่ที่แน่ๆ งานนี้ amigo หรือ พี่โก้ของเรา ซวยไปเต็มๆ เพราะดันระบาดหนักที่ประเทศตัวเอง น่าสงสารจริงๆ
ช่วงก่อนเราก็เป็นไข้ มีแต่คนแซวว่าไปติดหวัดโก้ที่ไหนมา…ดีนะว่าหายแล้ว ไม่งั้นคงโดนคนในรถไฟมองตลอดเวลาที่ไอหรือจาม
ที่หายเนี่ย ไม่รู้เป็นเพราะว่า กินไก่โก้ แก้หวัดไปหรือเปล่า แต่คิดแล้วเป็นเมนูเด็ด ที่มีเรื่องให้เม้าท์สนุกไม่แพ้ใครเลยแหละ

ไก่โก้ที่ว่า จริงๆเค้ามีชื่อเท่ๆ ว่า Chipotle Chicken แต่เราก็เรียกไก่โก้ ตามสัญชาติเค้าก็แล้วกัน..ไม่ได้ล้อเลียนเลยนะ My Amigo
อาหารเม็กซิกันเนี่ย จะว่าอร่อย ก็ใช่ จะว่าไม่อร่อย ก็ไม่เชิง เอาเป็นว่ากินได้เป็นอย่างๆ ไป แต่เราชอบอยู่สองอย่างคือ ไก่โก้เนี่ยแหละ
กับ Mole Poblano กินอร่อยอยู่สองอย่าง ที่เหลือมันไม่ค่อยถูกปากเท่าไร กินได้ แต่จะให้ดั้นด้นไปกินอีก..เออ..เอาไว้ก่อนได้มั้ย
พ่อครัวโก้ของร้านที่เราทำงานอยู่ เคยทำ Chipotle chicken ให้กินครั้งหนึ่ง เราก็ไปแอบๆ ยืนดูเค้าทำ แล้วจำสูตรมาลองทำเอง 555
คือ..ถ้าทำกินเองได้ ก็จะได้ไม่ต้องไปกินที่ร้านไง..ถูกปากกว่าด้วย อีกอย่างดูๆแล้วก็ไม่เห็นจะยากตรงไหน จริงๆนะ

ส่วนผสมของซอสมันก็มี แค่ chipotle, มะเขือเทศ เราใช้มะเขือเทศสด กับ มะเขือเทศ Pureeแบบกระป๋องผสมกัน
เพื่อเพิ่มรสชาติและเนื้อซอส ,ผงขมิ้น หรือ cumin,comido แล้วก็กระเทียม แค่เนี้ยเอง

102_2247

วิธีทำก็แสนจะง่ายดาย เปิดเครื่องปั่น หั่นมะเขือเทศสดลงไปลูกหนึ่ง ปอกกระเทียมกะว่าสามถึงสี่กลีบใหญ่ เทมะเขือเทศpuree 1 กระป๋อง
ส่วนพริก chipotle ต้องใช้แบบที่เป็นกระป๋อง คือเหมือนว่ามันจะผ่านการทำให้มันนิ่ม และออกรสเปรี้ยวนิดหน่อยด้วยน้ำส้มสายชูมาแล้ว
อันนี้เราแอบชิมก่อนจะเทลงเครื่องปั่น เพราะจะได้กะถูกว่า จริงๆพริกโก้ชนิดนี้มันเผ็ดขนาดไหน
ชิมแล้วสรุปได้ทันทีว่า ใส่ไปหมดกระป๋องนั่นแหละ ตอนซื้อเราก็เลือกเอายี่ห้อที่แบบว่าดูดั้งเดิมหน่อย แบบแม่ประนอมบ้านเราเงี้ย
คิดเอาเองว่า น่าจะเป็นยี่ห้อที่อร่อยสุด ดูได้จากรูปสาวงามหน้ากระป๋อง…สวยขนาดนี้ ต้องทำออกมาอร่อยแน่นอน
เสร็จแล้ว ก็ปั่นส่วนผสมทั้งหมดให้เป็นเนื้อซอสละเอียดๆ ตอนเปิดฝาเครื่องปั่น กลิ่นหอมรุนแรงของพริกพุ่งเข้าจมูกเรา..ทำเอาน้ำตาไหลเลย
(เดาว่าเนี่ยแหละเป็นสาเหตุทำให้หายเป็นไข้หวัด)
ได้ซอสแล้วก็เอามาคลุกกับไก่ หมักไว้ซักพักใหญ่ ให้ไก่กินน้ำซอสให้อิ่ม แล้วค่อยเอามาตั้งไฟ เติมน้ำซุปไก่แล้วตั้งไฟเคี่ยวจนไก่สุกนิ่มดี
ระหว่างนี้ก็เริ่มปรุงรสด้วย ผงขมิ้น..น้ำตาล…เกลือ..ส่วนเราแอบเติม oregano ลงไปหน่อยหนึ่งเพิ่มความหอม..

102_2242

เสร็จแล้ว…ง่ายโคตร..ชาวบ้านโก้เค้าเอาไปกินกับ ถั่วแล้วข้าวสีส้มๆ ซึ่งจริงๆก็คือข้าวอบซอสมะเขือเทศแหละ
แต่เราขี้เกียจทำไง..กินกับข้าวสวยก็อร่อยเข้ากันอยู่ไม่น้อย แต่คราวนี้เราเอามากินกับเส้นข้าวซอย..5555
คือไม่ได้คิดดัดแปลงเอาสวย หรืออยากสร้างวัฒนธรรมเชียงใหม่-เม็กซิกัน อะไรหรอก เส้นต้มไว้แล้วมันเหลือ ขี้เกียจหุงข้าวด้วย
ก็เลยเอามาลองกินด้วยกัน…ไม่น่าจะเสียหาย ออกมาก็เป็นลูกผสมที่หน้าตาดูน่ารัก น่าเอ็นดู..แถมอร่อยดีด้วยนะ…เชื่อป่ะ

102_2251

แอบเอาใส่กล่องไปให้เจ้าสูตรต้นตำรับกินด้วยนะ…เห็นเค้าพยักหน้างั้นงี้ บอก ดีๆ แต่เผ็ดไปหน่อย…เออ นั่นแหละ ถึงอยากทำกินเองไง
ของดั้งเดิมมันรสชาติไม่ถึงใจ…เจอคนไทยแบบชั้นทำเข้าไป โก้ก็โก้เถอะ น้ำตาไหลไปเลย กินๆไปเถอะพี่..จะได้ไม่เป็นหวัดไง 555

Advertisements
 

เมื่อฤดูดอกไม้บาน…แล้วอยากกินแกงส้มดอกแค เมษายน 19, 2009

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 6:28 am

102_2231

102_2228

เก็บดอกไม้มาฝาก ตามฤดูกาลแล้ว ช่วงนี้นิวยอร์กเต็มไปด้วยสีสันแนวๆ นี้
เมื่อดอกไม้บาน…ชวนให้เมืองนี้ดูน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ มันแช่มชื่นหัวใจจริงๆ

มนุษย์อย่างเราเห็นดอก magnolia บานเต็มต้น แล้วแอบคิดถึงดอกแค ดอกเสี้ยว บ้านเรา
อืม…มันจะเอาไปต้ม หรือ ชุบแป้งทอดกินกับน้ำพริกกะปิ เอ๊….หรือเอาไปทำแบบแกงส้มดอกแค…มันจะแทนกันได้มั้ยนะ
ฝรั่งมันคงไม่คิดกินกันหรอก ไม่แน่ๆ มันเอาไว้สวยอย่างเดียวเลย เราเคยคุยกับฝรั่งแบบขำๆว่า
ถ้าโลกนี้ถึงภาวะขาดแคลนอาหารแบบขีดสุด เรามั่นใจมากๆ แบบเอาหัวเป็นประกันเลยว่า
ชนชาติไทยจะเป็นชนชาติที่เอาชีวิตรอดได้เยอะที่สุด เราว่าติดอันดับหนึ่งในห้าของโลกแน่ๆ
เพราะคนไทยกินได้ทุกอย่าง…ผักไม้ ดอกหญ้าข้างทาง..ขอให้เป็นสิ่งมีชีวิตเถอะ..เรามีวิธีเอามาทำเป็นของกินได้ทั้งนั้น
หรือใครจะเถียงชั้นยะ…

102_2226

แต่ว่าอย่าเพิ่งตกอกตกใจกันไปว่า เราจะคิดพิเรนปีนไปเก็บดอก magnolia เอามาลองชุบแป้งทอดทำแกงส้มจริงๆ (แม้จะแอบคิดอยู่ก็ตาม)
ไม่กล้าขนาดนั้น…แล้วก็ยังไม่ได้ทำแกงส้มกินเองด้วย แค่คิดเฉยๆ ช่วงนี้ยุ่งมาก เพราะมัวแต่เอาเวลาไปรับjobทำกับข้าวให้คนอื่นกินแทน
เหนื่อย เหนื่อย และเหนื่อยมาก…ว่าจะไม่ทำแล้ว นี่ยังไม่ถึงอาทิตย์ดีเลย นอกจากร่างกายดิชั้นจะรับไม่ได้จริงๆแล้ว หัวใจดิชั้นก็ไม่สู้ด้วยค่ะ
ใครจะว่าอะไรก็ช่างเค้าเถอะ ชั้นไม่ทำแล้วววววววววววววววววววววววววววว ลองมาทำกันเองซิยะ
ดูซิ อากาศออกจะดี แถมดอกไม้รอให้ชั้นออกไปชื่นชมขนาดนี้ จะมัวไปหมกตัวอยู่ในครัวนรกแตกอย่างนั้นทำไมกัน ใช่เปล่า ๆๆๆ
(555555555 เลวจริงกู…ขี้เกียจตัวเป็นขน โอกาสดีๆ วิ่งเข้าใส่ก็ไม่สนใจ แล้วยังมีหน้าจะอ้างเรื่องดอกไม้บ้อบอคอแตกอะไรกัน)

102_2207

 

กินแบบผู้ดี๊ ผู้ดี ที่ร้าน tea and sympathy เมษายน 7, 2009

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 3:02 am

102_2024

ดูซิ อุตส่าห์ตั้งใจว่าจะขยันมาเขียนเรื่องลง blog เพราะอุตส่าห์สะสมข้อมูลเอาไว้ซะเต็มเปี่ยม เรียกว่าแน่นขนัดเลยล่ะ
แต่สุดท้ายก็มีเรื่องซะงั้น (อีกแล้ว ขยันหาเรื่องใส่ตัวตลอดเลยนะแกเนี่ย)

คือว่า คือว่า notebook ของดิชั้น โดนvirusเล่นงานค่ะคู๊ณณณณณณณ
แล้วอย่างซวยอ่ะ โดนแบบตัวแม่อย่างแรงเข้าไป ข้อมูลทั้งหมด หายวับไปกับตา ทั้งงานที่เขียนไว้ ไหนจะเพลงอีกล่ะ
ที่สำคัญ รูปถ่ายทั้งหมดของดิฉัน โดยเฉพาะรูปตั้งแต่เหยียบแผ่นดินอเมริกาเนี่ย หายไปหมดเลยยยยยยยยยยยยยย T-T
ทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากทำใจอย่างเดียว

ขอบคุณพระเจ้า แต่หนูอยากจะลืมแค่บางเรื่องเท่านั้นเอง ไม่ต้องช่วยลบความทรงจำทุกอย่างที่ผ่าน ด้วยวิธีนี่ก็ได้ด้ายยยยยย
พระเจ้าทำเกินหน้าที่ไปแล้วล่ะ…รู้ตัวเปล่าเนี่ย
เกือบสองปีในอเมริกาของเราเลยกลายเป็น vanishing memories ไปซะแล้ว
สองสามวันที่ผ่านมาเลยได้แต่หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลัง กับความซวยของตัวเอง

ยังดีว่า ในกล้องป๊อกแป๊กของเรายังมีรูปบางส่วนที่ความขี้เกียจเป็นพระเอกของงาน ทำให้เราไม่ลบมันจากกล้องไปซะก่อน
(ปกติจะอุทานว่า พระเจ้าช่วย แต่งานนี้ โกรธกันอยู่ ไม่ได้ช่วยอะไรเล๊ย ให้ตายซิ)
เลยยังมีรูปหลงเหลือมาให้ได้เอามาเขียนประกอบลง blog ได้อยู่บ้าง

บ่นจบแล้ว เข้าประเด็นกันเถอะ Tea and Sympathy ร้านนี้เป็นกำลังติดปากเรามากๆ ในช่วงนี้ เพราะไปกินบ่อยกว่าที่อื่น
คือติดใจในบรรยากาศแบบผู้ดีอังกฤษของเค้ามาก เข้าไปแล้วเหมือนหลุดเข้าไปในห้องนั่งเล่นของคุณยายชาวอังกฤษ
เพราะทุกอย่างในร้านได้อารมณ์ grandma’s living room ทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ โต๊ะ แก้วน้ำ จานชาม
แถมพนักงานในร้าน ก็พูดสำเนียงอังกฤษกันสุดโต่ง ประหนึ่งว่าหลานสาวคุณยายมารับออเดอร์เอง
ไม่ใช่แค่สำเนียงนะ หุ่นเค้าก็เป็นผู้หญิงอังกฤษมาก ไม่อยากเม้าท์ แต่แบบว่า เออ..คัพ DD plus size กันทุกคน
(อย่าๆๆๆ อย่าคิดว่าผู้หญิงอังกฤษจะผอมสวย แบบ kate moss กันทุกคน ได้ข่าวเค้าเพิ่งมางานเปิดร้านtopshop ที่ soho)

จริงๆ ไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มอะไรกับความเป็น Great Britain มากนักหรอก
เพราะนอกจากวงการฟุตบอล กับ ดนตรีแล้ว ความเป็นอังกฤษ ไม่ได้มีเตะตาต้องใจเราเท่าไรเลย
แต่ชอบกึ่งขำๆ ในความเป็นพิธิรีตองของเค้ามากกว่า (แต่ถ้าถามว่าให้ไปเที่ยวอังกฤษอีกมั้ย….ไปดิ..ถามได้)
ร้านเนี้ย มันดูประดิษฐ์ๆ ดี เหมือนนั่งอยู่ในฉากละครเวที ดูเกินจริงนิดๆ แต่ก็ได้รสชาติดีหน่ะ
อาหารที่เค้าขาย ก็เป็นอาหารอังกฤษน่ะ นอกจาก ชุด Afternoon tea อันขึ้นชื่อแล้ว ก็มี shepherd’s pie, yorkshire pudding
อะไรพวกนี้แหละ เห็นป่ะ แค่ชื่อมันก็ผู้ดี๊ ผู้ดี 555 ขอเม้าท์ (ไม่รู้ทำไมชอบเม้าท์พวกอังกฤษ) อี shepherd’s pie เนี่ยนะ
ตอนแรกๆสงสัยว่า พายอะไรวะ ชื่อเหมือนหมา (คิดไปได้) มารู้ทีหลังว่า อ๋อ shepherd แปลว่า คนเลี้ยงแกะ
แล้วไอ่พายเนี่ย เค้ามันจะใช้เนื้อวัวบ้าง เนื้อแกะบ้าง เอาสับๆมาทำกัน ง่ายๆ พายของคนเลี้ยแกะนั่นเองค่ะ คุณผู้ชม
แต่คนเลี้ยงหมาอย่างเรา กินแล้ว ชิมแล้ว ไม่ชอบอ่ะ มันเค็มไป เลยได้แต่เล็มๆกินแค่มันฝรั่งบดที่โปะหน้ามาเท่านั้นเอง

102_2195

แต่รูปไอ่พายดองเค็มเนี่ย ไม่มีให้ดูนะ มีแต่ รูป mac cheese pie เหลือติดกล้องอยู่เลยเอามาลงแทน แถมอร่อยกว่าด้วย 555
เราติดใจ Sticky toffee pudding ของเค้ามากกว่า มันอร่อยดี กินกับชา mint ร้อนๆ หอมๆ แล้ว มันลงตัวมาก
แต่กินแล้วอร่อยแบบลืมตาย ลืมไปว่ากำลังลดน้ำหนักอยู่ (ได้ข่าวว่าเดือนที่แล้วหล่อนไปกินตั้งสองครั้ง ซื้อกลับมากินอีก น่ากลัวจริงๆ)
เนื้อเค้กกับครีมอุ่นๆ กินแล้วไม่อยากกลืนลงกระเพาะเลย ตอนกินครั้งแรก สงสัยหน้าตามีความสุข ออกนอกหน้าไปหน่อย
ฝรั่งโต๊ะข้างๆ นั่งมองหน้าแล้วถามว่า อร่อยมากใช่มั้ย…หน้าคนถามแบบว่า ขำมาก เออ…อร่อย ถามทำไมยะ ชิ ชิ ชิ

102_2134

ไม่เชื่อดูรูป….ดูเนื้อครีมนะ โหยยย สุดยอดความอร่อย เชื่อยังว่าทำไมอีตาฝรั่งคนนั้นมันถึงถามเรา

102_21382

เฮ้อ..ขนาดตอนเอารูปลง เห็นแล้วยังอยากกินเลย แต่ไม่ได้ๆ ต้องหักห้ามใจเอาไว้
ต้องจริงจังกับการลดน้ำหนักให้มากกว่านี้ จริงๆ มันก็ลดลงไปเยอะแล้วล่ะ ตอนนี้ใส่ไซส์ 8 ได้แล้ว จากที่เคยใส่ไซส์ 14
แต่เราตั้งเป้าเอาไว้ที่ ไซส์ 4 ยังไงก็ต้องให้ต่ำกว่า 5 ให้ได้ คอยดูนะ ชั้นจะเอาชนะใครบางคนที่เคยถากถางชั้นเอาไว้
รู้จักชั้นน้อยไปซะแล้ว…เชอะ

 

อยากกินนักร้อง!!! มีนาคม 3, 2009

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 7:03 am

คือว่าจริงๆ ก็ไปกินอะไรมาเยอะมาก แล้วก็ควรเอามาเขียนลงในblog ได้แล้ว
แต่เรื่องนี้มาแรงแซงโค้ง ของอร่อยจากหลากหลายชนชาติที่ผ่านมาจริงๆ

Jason mraz ……………………น่ากินกว่าอะไร ใดๆ ในโลก ณ ตอนนี้
คือ เค้าเก่งไง แต่งเพลงก็ดี ร้องเพลงก็เพราะ หน้าตาก็น่ารัก ไม่ได้เวอร์นะ
ของเค้าดีจริงๆ คือ มาเป็น package เลย full option

ตอนนี้ติดเพลง life is wonderful เป็นลมหายใจเข้าออกไปแล้ว
หลังจากปล่อยเพลง I’m your มาให้ชั้นได้หลงเสน่ห์มาหนึ่งยก
เจอเพลงนี้เข้าไป ตาย ไปเลยกู ระทวยทันที ไม่เชื่อลองฟังดูซิ

เอาเนื้อร้องไป ฮัมตาม เพลงเค้าน่ารักจริงๆนะ

“life is wonderful”

It takes a crane to build a crane
It takes two floors to make a story
It takes an egg to make a hen
It takes a hen to make an egg
There is no end to what I’m saying

It takes a thought to make a word
And it takes some words to make an action
And it takes some work to make it work
It takes some good to make it hurt
It takes some bad for satisfaction

Ah la la la la la la life is wonderful
Ah la la la la la la life goes full circle
Ah la la la la life is wonderful
Ah la la la la la

It takes a night to make it dawn
And it takes a day to make you yawn brother
And it takes some old to make you young
It takes some cold to know the sun
It takes the one to have the other

And it takes no time to fall in love
But it takes you years to know what love is
And it takes some fears to make you trust
It takes some tears to make it rust
It takes the rust to HAVE it polished

Ah la la la la la la life is wonderful
Ah la la la la la la life goes full circle
Ah la la la la la la life is wonderful
Ah la la la la

It takes some silence to make sound
And it takes a loss before you found it
And it takes a road to go nowhere
It takes a toll to make you care
It takes a hole to MAKE a mountain

Ah la la la la la life is wonderful
Ah la la la la la life goes full circle
Ah la la la la la la life is wonderful
Ah la la la la la life is meaningful
Ah la la la la la la life is wonderful
Ah la la la la la life is meaningful
Ah la la la la la la life is full of
Ah la la la la la life is so full of love
Ah la la la la la life is wonderful
Ah la la la la la la life is meaningful
Ah la la la la la life is full of
Ah la la la la la life is so full of love

กรี๊ดดดดดดดดดดดดด Jason…. i love you !!!!!

 

“ความรัก” ทำให้เราหลงทาง..”ทีรามิสุ” เป็นเข็มทิศ กุมภาพันธ์ 22, 2009

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 3:04 am

102_20801

เรากลับมาแล้ว…หายไปนานหลายเดือนอยู่เหมือนกัน ถ้านับจากโพสต์สุดท้ายที่ทำไว้ ก็ร่วม 5 เดือนได้
ไม่น่าเชื่อว่าเราจะไม่แตะต้อง การเขียนblog เป็นเวลานานขนาดนี้

สาเหตุก็ตามหัวข่าวที่พาดเอาไว้ เพราะเรามี “ความรัก” ง่ายๆ ได้ใจความ ไม่ต้องอธิบายอะไรให้มันอ้อมโลก
แต่ความรักของเรา กลับมีอายุการใช้งานสั้นเหลือเกิน ไม่รู้จะจบเร็วไปไหน จบแบบไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัว
แม้จะเตือนตัวเองให้เตรียมใจ รับมือกับวันหมดอายุเอาไว้แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ทันการณ์
แน่นอน…. หน้าอย่างเรามีเหรอจะรับมือไหว แค่มีดบาดมือยังร้องโวยวายอย่างกับโดนแทง
แล้วนี้ “อกหัก” เพราะโดนผู้ชายที่เรารักทิ้งไปแบบไร้คำอธิบาย (แต่มารู้ทีหลัง เพราะโทรไปถามมันก็เถอะ)
ในบรรยากาศหนาวๆเย็นๆของเมืองไร้หัวใจอย่างนิวยอร์กคงไม่ต้องให้อธิบายว่า เราจะเป็นยังไง

เอาเถอะ…มันผ่านไปแล้ว (แม้พระเจ้าจะใจร้าย บังคับให้เราต้องเจอกับมันอีกทุกๆ 5 วันในหนึ่งอาทิตย์ก็เถอะ)
ในเมื่อตอนนี้ยังไม่ตาย ยังหายใจอยู่ เสียน้ำตาไปก็มีแต่เปลืองทิชชู่เปล่าๆ…ชีวิตมันก็ต้องดำเนินต่อไป…

สุดยอดคำเตือนสติของเพื่อนที่ทำให้เราตาสว่างขึ้นมาได้ นั่นคือ
“แกจะไปเสียดายทำไมกับไอ่แค่ไอติมก้อนหนึ่งที่มันตกพื้นไปแล้ว แถมตกไปใกล้ๆ ขี้ด้วย
แกจะเก็บมากินอีกมั้ย จะเสียดายทำไม ก็ซื้อก้อนใหม่มากินซะหมดเรื่อง มีไอติมอร่อยๆ อีกตั้งเยอะแยะ”
เป็นไงล่ะ เพื่อนเรา..ช่างเปรียบเปรยมั้ย เห็นภาพมากๆ
มันบอกว่า พูดกับคนอย่างเรา ต้องแบบนี้แหละ เราถึงจะรู้สึก (คือเอาของกินมาล่อนั่นแหละ)

และเมื่อรู้สึกตัวแล้ว เราถึงได้พบว่าเราเดินหลงทางมาตั้งไกล และมันไม่ใช่ทางที่เราตั้งใจจะไปเลยซักนิดเดียว
แต่ยังไง ตอนนี้เราก็กลับมาแล้ว กลับมาเดินบนเส้นทางของเราเองอีกครั้ง

Since there’s no more you and me
It’s time I let you go
So I can be free
And live my life how it should be
No matter how hard it is, I’ll be fine without you
……………………………………………………….
นั่นซินะ อยู่มาได้ตั้ง 30 ปีโดยที่ไม่มีไอ่ผู้ชายคนนี้
จะอยู่ต่อไปโดยไม่มีมันในชีวิต ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนี่นา

และทายซิว่าอะไรเอ่ย ช่วยชีวิตเราไว้ได้จากเหตุการณ์ครั้งนี้
เฉลย..มันคือ ทีรามิสุ นั่นเอง ขนมอร่อยๆ สัญชาติอิตาลี กลายเป็นเข็มทิศ ช่วยให้ไม่หลงทางผิด(คิดจนตัวตาย55)
หลังจากไปหาพบสูตรการทำทีรามิสุ ใน youtube ดูไปดูมา พบว่าเป็นสูตรที่น่าลองเล่นมากๆ
ใครอยากลองเอาสูตรนี้ไปเล่นดูบ้าง ก็แวะเข้าไปเอาสูตรและวิธีทำได้ที่นี่นะ

น่าเล่นใช่มั้ยล่ะ แล้วจะรอหาอะไรอยู่ ก็ออกไปหาอุปกรณ์เครื่องปรุงต่างๆ นานา มาทำกันเถอะ
หลังจากทดลองใช้ mascapone และ sponge finger biscuits มาสอง-สามยี่ห้อ
เราก็พบยี่ห้อที่ทำออกแล้ว รสชาติและหน้าตาเป็นที่น่าพอใจ ตอนนี้ยังไม่ค่อยลงตัวเท่าไร
เพราะเราก็ปรับสูตร และขั้นตอนการทำบ้างอย่างไปบ้าง (จะทำสูตรเค้าให้เป็นของตัวเองว่างั้นเถอะ)
แต่อีกไม่นานน่าจะได้สูตรและขั้นตอนการทำทีรามิสุ ที่รสชาติและหน้าตาลงตัว ไม่เพี้ยนไปเพี้ยนมา
ช่วงนี้ ชาวบ้านรอบๆตัว ก็คงต้องทนเป็นเหยื่อกิน ทีรามิสุของเรา กันไปอีกพักหนึ่งแหละ 555

102_2095

102_2098

รูปที่เอามาลง เป็นรูปทีรามิสุชุดแรกที่ลองทำ มันเลยออกมาฉ่ำน้ำไปหน่อย เพราะยังไม่รู้เทคนิคเท่าไร
ว่าตอนเอา biscuits จุ่มน้ำกาแฟผสม เอาแค่ให้มันชุ่มข้างนอกก็พอ ไม่ต้องให้อิ่มน้ำจนซึมเข้าไปข้างใน
เพราะสุดท้ายมันจะนิ่มและแฉะเกินไป อันนี้ไปแอบอ่านในหนังสือ cookbook ที่ barn and noble มา
ครั้งหลังๆ ขนมเลยออกมาดูดีกว่าเดิมเยอะ แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เพราะ..ถ่ายไม่ทัน 555 เอาไว้ครั้งหน้าก็แล้ว

ปล.
ขอบคุณคิ้วหนาและคุณแตะฯ ที่อุตส่าห์แวะเข้ามาเยี่ยม
ทั้งๆที่เราหายหัวไปนานมาก
จากนี้ไป สัญญาว่าจะเอาของกินอร่อยๆ ดีๆ มาฝากไม่ให้ขาด
และจะไม่หายหัวไปไหนอีก 555

 

แกงฮังเลแบบฮาๆ กันยายน 17, 2008

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 1:40 pm

อาทิตย์ก่อนโน้นนนนนนนน ไปร้านชำขายของไทยใน china town หันไปเห็นน้ำพริกแกงฮังเลเข้าโดยบังเอิญ
ดีใจเกือบร้องกรี๊ดลั่นร้าน พุ่งไปหยิบมาทันทีหนึ่งห่อ เห็นเจ้าของร้านบอกว่าน้ำพริกห่อนี้เดินทางมาจากตลาดวโรรสเชียวนะ
เอาล่ะ จะมาจากตลาดวโรรส ตลาดต้นลำไย หรือ ตลาดต้นพยอม ก็แล้วแต่ ไม่สนหรอก เอาเป็นว่าชั้นได้กินแกงฮังเลแล้วแน่ๆ

แต่การทำแกงฮังเลในประเทศนี้จะให้มันเหมือนแกงฮังเลแบบในตลาดแถวบ้าน คงจะเป็นไปได้ยากมาก
พอๆกับการหาผู้ชายหล่อล้ำเลิศ perfect แต่ไม่เป็นเกย์ แถว west village
งั้นเราขอทำ แกงฮังเลแบบฮาๆ ก็แล้วกัน 55555
ไอ่คำว่า ฮา เนี่ยจริงๆ ได้สองความหมายเลยล่ะ ฮาแรก หมายถึง ตลก ๆ ขำๆ
แต่ ฮา สองเนี่ย เป็นคำเมือง ใช้เป็นคำบุรุษสรรพนามที่หนึ่ง เรียกแทนตัวเอง (ประมาณ กู ในภาษาไทยภาคกลาง)

จบวิชาภาษาศาสตร์ เริ่มห้องเรียนคหกรรม แสนสนุกกันดีกว่า
ได้น้ำพริกมาแล้ว ก็ไปหาเครื่องปรุงมาให้ครบบ้าง ไม่ครบบ้าง ดังต่อไปนี้

เนื้อหมู…กะเอาว่า กินกันกี่ชีวิต เอาปริมาณแค่พอกินน่ะ เราใช้เนื้อ loin แบบไร้มัน ไม่ใช่สามชั้นแบบที่คุ้นตา
ไม่ใช่เพราะกลัวอ้วนอะไรหรอกนะ แต่เพราะเราไม่ชอบกินพวกไขมัน หนังสัตว์ อะไรพวกนั้นมากกว่า มันแบบว่า ไม่น่ากินน่ะ

ขิงซอย.. หอมแดง.. ถั่วลิสง..น้ำตาลมะพร้าว..น้ำมะขามเปียก..ซีอิ้วดำหวาน หาได้เท่านี้
จริงๆต้องมีกระเทียม น้ำกระเทียมดอง อะไรประมาณนี้นิดหน่อย แต่ขี้เกียจซื้อ เพราะไม่กินกระเทียม
น้านนนนนนนนน แกงของฮา สุดฤทธิ์

ขั้นตอนการทำแบบฮาๆ มีดังนี้
หั่นหมูเอามาหมักกะเครื่องแกง ใส่ซีอิ้วดำหวาน เพิ่มสีสันและรสชาติ ดีกว่าเครื่องปรุงมันมีไม่เยอะนะเนี่ย
แต่แค่เนี้ยก็ทำเอาครัวเล็กๆของเรา ของแน่นเนืองนองไปหมด ปกติก็ของเยอะจะแย่อยู่แล้ว
ส่วนขั้นตอนการทำก็ไม่ยากอะไร เอาหมูลงผัดให้พอหอมๆ และดูสุกๆ เติมน้ำเปล่า กะให้พอเกือบๆท่วมหมูนิด
ใส่น้ำเยอะมากเดี๋ยวจะกลายเป็น สตูว์หมูไปซะงั้น ต้มต่อแล้วเติมหอมแดง ขิงซอย ถั่วลิสง
ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงสองอย่างที่มี ให้ออกรสหวานนิด เปรี้ยวหน่อยๆ
เสร็จแล้วค้า………..แกงฮังเลแบบฮาๆ ของเรา
ตอนนี้ก็ขาดแค่ข้าวเหนียว น้ำพริกหนุ่ม แคบหมู..ไส้อั่วเท่านั้น (เท่านั้น ตรงไหนมิทราบ เยอะนะนั่นน่ะ)

กินเสร็จ……..อยากกลับเชียงใหม่ใจจะขาด คิดถึงดอยจัง

 

กำลังบ้าทำไอติมชาเย็น กันยายน 3, 2008

Filed under: Uncategorized — kampooh @ 5:57 pm

แม้ว่าชาวบ้านชาวเมืองเค้าจะเลิกsummer และเตรียมตัวรับ Fall กันแล้ว
แต่เรายังหมกหมุ่นอยู่กับ summer ด้วยการทำไอติมชาเย็นอยู่ ไม่ยอมเลิกลา
หลังจากเกิดความบ้าดีเดือดพุ่งไปซื้อเครื่องทำไอติม,hand mixer และอุปกรณ์ต่างๆนานา หมดไปร้อยกว่าเหรียญ
จะเป็นเพราะว่า ว่างงาน ไม่มีอะไรทำ อยู่เฉยๆ ก็ไม่ใช่ ชีวิตก็ยุ่งวายพอดูอยู่แล้ว
ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าตอนนั้นคิดอะไร ถึงได้หาเรื่องให้ตัวเอง…………ทำโน่นทำนี่ มากมายขนาดนี้

เอาล่ะไหนๆ ก็หลวมตัวไปแบกมันมาแล้ว (เพื่อนเป็นคนแบกให้ต่างหาก) โครงการปั่นไอติมชาเย็นของดิฉันก็กลายเป็นฝันที่เป็นจริง
สองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา จึงเป็นเวลาแห่งการหมกหมุ่นอยู่กับไอติม ไอติม และไอติม
ทดลองสูตรที่ได้มา แล้วลดโน่น เติมนี่ จนออกไปเป็น ไอติมชาเย็นอย่างที่ตั้งใจ……
ด้วยมีเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในการชิมอยู่นับสิบชีวิต….ใครผ่านเข้ามาในชีวิตเราตอนนี้ ต้องเจอประโยคเด็ด “กินไอติมมั้ย” 5555
โอเค คุณอาจจะดีใจที่ได้กินไอติมฟรี แต่หลังจากกินแล้ว ต้องนั่งตอบคำถามจากเราอีกยาวยืด
ประมาณว่า หวานไปไหม ชาเข้มพอยัง อร่อยเปล่า เนื้อไอติมเป็นไง ฯลฯ….มากมาย นี่ไง ถึงเรียกว่า เหยื่อชิมไอติม
ช่วยไม่ได้นะ หลวมตัวมากินแล้ว เหอๆๆ

กะว่าถ้าไอติมชาเย็น รสชาติลงตัวเมื่อไร เป้าหมายต่อไปคือ ไอติมกะทิรวมมิตร
ทำให้หายบ้ากันไป จริงๆการทำไอติมก็ช่วยให้จิตใจเราสงบ หายบ้า ลดอาการฟุ้งซ่านลงไปได้เยอะมากจริงๆแหละ
เพราะทุกครั้งที่เกิดอาการประมาณนี้ จะออกไปหาซื้อไอติมมากิน แต่ช่วงนี้ลดน้ำหนักไง ก็เลยเปลี่ยนแนว
จากกินไอติม เปลี่ยนมา ทำไอติมซะเลย ไม่ต้องกิน ไม่ต้องอ้วน แถมยังสนุกสนานกว่าการกินไอติมเยอะ
แม้ว่าระหว่างทำก็ต้องชิมบ้างอ่ะนะ แต่ก็แค่ช้อนสองช้อน ไม่ได้มากมายหนักหนาอะไร เหอๆๆๆ

ก็ได้แต่หวังว่า การทำไอติมจะช่วยให้จิตใจเราอยู่กับเนื้อกับตัวมากขึ้น ไม่ลอยไปลอยมา ไร้สติอย่างที่ผ่านๆมา
หวังว่านะ แต่ได้ข่าวว่า เมื่อวานก่อนเพิ่งจะลืมกุญแจไว้ในห้องตัวเอง เข้าห้องก็ไม่ได้ งัดก็ไม่ได้
จนต้องเรียน lock smith มาเปิดประตูให้ เค้าก็พุ่งมาให้อย่างเร็ว และทำงานเรียบร้อยเป็นมืออาชีพดีมากกกกกกก
แต่ก็ต้องเสียค่ามืออาชีพเปิดประตูห้องไป 160 เหรียญถ้วนๆ ไม่รวมค่ากลอนประตูอันใหม่ อีก 10 เหรียญ
หายบ้าไปเลยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
นี่แหละ ผลของอาการไร้สติ เศร้าใจกับชีวิตตัวเองจริงๆ เล๊ยยยยยยยยยยยยยย